post:

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Kyo แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Kyo แสดงบทความทั้งหมด

แปล Alejandro Jodorowsky & Kyo DIR EN GREY/Sukekiyo


Alejandro Jodorowsky บุคคลที่อายุเกือบจะ 85 ปี ได้มาเยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อที่จะโปรโมตสารคดีของเขาที่ชื่อว่า  “Jodorowsky’s Dune” ซึ่งการเปิดตัวครั้งแรกของเขาเมื่อตอนอายุ 23 ปี มีชื่อว่า “The dance of reality” พวกเราจะขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ในรูปแบบการสนทนาระหว่าง Jodorowsky และ Kyo (DIR EN GREY/sukekiyo) ผู้ที่ประกาศตัวว่าเป็นแฟนคลับตัวยงของผู้กำกับท่านนี้ การพูดคุยระหว่างศิลปินรุ่นใหญ่ผู้โดดเดี่ยวและนักดนตรีผู้ที่มีทรรศนะคติความคิดไม่เหมือนใคร ได้กลายมาเป็นบทสนทนาอันล้ำค่าน่าติดตาม

Kyo : เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมทำความสะอาดห้องของตัวเอง ผมเจอม้วนวีดีโอสีดำในบ้านของผมที่ไม่มีป้ายอะไรติดอยู่เลย ผมคิดว่า "นี่มันอะไร?" ผมเล่นม้วนวีดีโอนั้น และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นหนังของคุณครั้งแรก "Holy Mountain" ผมถูกดึงเข้าไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมได้เปิดมัน ผมคิดว่า "นั่นมันอะไรกัน...?" และผมก็ช็อกมาก ก่อนที่ผมจะได้สังเกตตอนหนังจะจบ ในหัวของผมมันก็ยุ่งเหยิงไปหมดครับ (หัวเราะ) ตั้งแต่นั้นผมก็กลายเป็นแฟนคลับตัวยงขอบคุณ ผมเพียงได้เรียนรู้หลังจากชิ้นงานเหล่านั้นว่ามีก่อนที่ผมจะเกิดซะอีกครับ นั่นก็เป็นความตกใจอีกครั้งของผมด้วย

Alejandro Jodorowsky : แม้ว่าผมจะเกี่ยวข้องในฐานะผู้ผลิตหนังเรื่อง Holy Mountain ประมาณ 30 ปีที่แล้ว ก็มีปัญหาต่างๆที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้รับการฉาย ผู้ผลิตคนอื่นๆที่นอกเหนือจากผมไม่ต้องการจะแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ใครได้ชม และไม่ต้องการที่จะดูมัน ตอนนั้นผมมีวีดีโอของผม ดังนั้นผมเลยอัดลงวีดีโอแล้วก็เผยแพร่มันเหมือนกับของผิดกฏหมาย นั่นทำไมคุณถึงสามารถได้ดูมัน ดีใช่มั้ยล่ะที่ผมทำแบบนั้นไป (หัวเราะ)

Kyo : (หัวเราะ)  แทนที่จะได้กลายเป็นภาพยนตร์ มันเลยกลายเป็นเหมือนการรวมกลุ่มที่อยากจะแสดงออก ผมรู้สึกได้ถึงพลังมากมายเลยจากตรงนั้น นอกเหนือจากภาพยนตร์ทั้งหมดแล้ว ผมเองก็มองเห็นจนกระทั่งตอนนี้กับภาพสะท้อนที่ยุ่งเหยิงและแนวการคิดของคุณ

Alejandro Jodorowsky : ผมรู้สึกยินดีนะที่มันก็มีประโยชน์บ้าง

Kyo : มันมีประโยชน์มากเลยครับ (หัวเราะ) หลังจากนั้นมาผมก็ดูผลงานของคุณทั้งหมดเลย รวมทั้ง “El Topo” (1970) ด้วยครับ

Alejandro Jodorowsky : ชีวิตของผมเกี่ยวกับภาพยนตร์มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควร เพราะภาพยนตร์จะต้องมีการขาย แต่ผมก็ดื้อรั้นต่อต้านในสิ่งนั้น และผมก็ยังคงต่อต้านอยู่ นั่นทำไมผมถึงได้ไม่ทำในสิ่งที่วงการภาพยนตร์เค้าทำกัน และนั่นทำไมผมถึงได้จำหน่ายภาพยนตร์ของผมในรูปแบบวีดีโอเทป ผมเกลียดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในโลกนี้

Kyo : เหมือนกับอุตสาหกรรมด้านดนตรี "ช่วยทำเพลงที่ขายได้ด้วยเถอะ" ทุกคนพูดกับผมแบบนั้น แต่สิ่งที่ผมต้องการมันค่อนข้างแตกต่างเป็นอย่างมาก มีหลายสิ่งที่ขัดแย้งกับผม ผมต้องการที่จะแสดงตัวตนของผม แต่ก็มีหลายครั้งที่ผมต้องยับยั้งไว้

Alejandro Jodorowsky : แต่ว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันก็ดีกว่าเมื่อครั้งในอดีตมาก เพราะว่าคุณสามารถเผยแพร่ดนตรีของคุณผ่านอินเตอร์เน็ตได้ ที่ผมพูดก่อนหน้านั้นเพราะอินเตอร์เน็ตตอนนั้นยังไม่มีความสามารถมากพอ แต่ว่าตอนนี้ผมใช้ twitter ผมสามารถแสดงออกได้ว่าผมเป็นคนแบบไหน เกี่ยวกับความตาย หลักปรัชญา หรือศิลปะ ไม่ใช่เพียงแค่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของผม แต่ผมสามารถทวิตข้อความเกี่ยวกับปรัชญาของผม และสิ่งที่ผมคิด ตอนนี้ผมมีผู้ติดตามอยู่ 950,000 คน เช่นเดียวกันเหล่าผู้คนก็เริ่มที่จะสังเกตเห็นว่ามันได้กลายมาเป็นรูปแบบศิลปะไปแล้ว แต่ว่าความพยายามมันก็เป็นปัญหา ใช่ล่ะ...จะต้องมีความอดทน การต่อสู้ที่ใช้เวลานานกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แต่ถึงแม้พวกเราจะมีความอดทน แต่ผมก็อยากจะพูดอะไรสักอย่าง ถ้าคุณมีความจริง วงการอุตสาหกรรมจะพยายามต่อต้านคุณ ถ้าคุณถามว่าทำไม ก็เพราะพวกเขาต้องการจะปิดบังความจริง แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าความจริง มันจะปรากฎออกมาเสมอ ดังนั้นคุณมีความจำเป็นที่จะต้องพยายามเป็นอย่างมาก

Kyo : ผมก็คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกันครับเมื่อผมได้ดู “Jodorowsky’s Dune” คุณพยายามต่อสู้ด้วยตัวคุณเองเสมอโดยไม่ยอมแพ้ โดยที่ไม่สูญเสียรูปแบบในการแสดงออกของคุณ สิ่งนั้นไม่ได้เลือนหายไปเลย ผมคิดว่าสิ่งนั้นก็กลายมาเป็นพลังในการสร้างสรรค์ด้วยเหมือนกันครับ

Alejandro Jodorowsky : พวกเราต่างก็มีอายุภายนอกของเรา แต่ผมไม่คิดว่าพวกเรามีอายุข้างใน เช่นเดียวกันคือคุณเป็นนักดนตรีนั่นทำให้ผมมีความสุขมากจริงๆ ที่พูดอย่างนั้นเพราะตัวผมเองเคยได้ดนตรีช่วยชีวิตเอาไว้ ส่วนใหญ่แล้วมาจาก John Lennon เขาช่วยให้เงินทุนผมสำหรับหนังเรื่อง Holy Mountain เขามอบให้ผู้ผลิตและตัวผมหนึ่งแสนดอลล่าห์ เขาบอกกับผมว่า ทำในสิ่งที่ต้องการจะทำเถอะ นั่นทำไมผมถึงได้สามารถทำในสิ่งที่ผมต้องการจะทำได้ หลังจากนั้นผมก็ได้รู้จัก Peter Gabriel เขาก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นแฟนคลับของผม เขาแนะนำเกี่ยวกับหนังของผมให้กับแฟนคลับของเขาเอง และหลังจากนั้นผมก็ได้รู้จักกับ Marilyn Manson เขาก็พูดเหมือนกันว่าได้รับผลกระทบจากหนังเรื่อง Holy Mountain มากเช่นเดียวกัน นั่นเพราะอะไรหลังจากที่เขาประกาศออกไปว่าได้รับอิทธิพลจากหนังของผม จำนวนแฟนๆโกธิคอายุ 14 ปี ของผมถึงได้เพิ่มมากขึ้น (หัวเราะ)
เช่นเดียวกับ Kanye West ที่บอกเหมือนกันว่าเป็นแฟนคลับของผม ด้วยวิธีการเหล่านี้ ที่แฟนคลับจากธุรกิจดนตรีได้ช่วยชีวิตของผมเอาไว้ ลูกชายของผมที่ชื่อว่า Adanowsky และยังเป็นนักดนตรีร็อกด้วย เขารับผิดชอบดนตรีในภาพยนตร์เรื่อง The dance of reality ผมไม่รู้นะว่าทำไม แต่บางครั้งการทำงานของผมกับดนตรี Rock ก็มีความเกี่ยวข้องกันอย่างรุนแรง ผมคิดว่าดนตรี Rock เป็นดนตรีที่ให้พลังได้อย่างมากมาย และเป็นของแท้ เมื่อผมได้ไปคอนเสิร์ต ผมมีความรู้สึกว่าผมได้รับความคิดริเริ่มมากมาย ดนตรี Rock ที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ ที่แสดงตัวตนออกมาอย่างถูกต้องนั่นล่ะ ที่ผมชอบมาก

Kyo : โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมรู้สึกว่าถ้าผมไม่ต่อสู้เลย ผมจะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว

Alejandro Jodorowsky : การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการต่อสู้กับตัวเองใช่มั้ย?

Kyo : ใช่แล้วครับ

Alejandro Jodorowsky : ถ้าคุณสามารถต่อสู้กับตัวคุณเองได้ หลังจากนั้นทั้งหมดแล้วมันจะกลายเป็นเรื่องสบายๆ และสิ่งอื่นๆมันก็จะไม่มีความล้มเหลว บางครั้งเส้นทางอาจมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งเดียวเท่านั้นล่ะที่ผมจะบอกความจริงว่า ผมไม่สามารถจะทำเหมือนในภาพยนตร์ได้ ผมจะทำสิ่งเหล่านั้นเหมือนกับการ์ตูน ถ้าเส้นทางเดียวมันไม่ดี ผมก็จะมองหาเส้นทางอื่นๆ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่ยอมรับกับความล้มเหลว

Kyo : หลังจากหนังเรื่อง “Santa Sangre” (1989) คุณก็ไม่ได้ปล่อยหนังอะไรออกมาอีกเลย ช่วงเวลานั้นคุณทำอะไรอยู่เหรอครับ?

Alejandro Jodorowsky : ผมเขียนการ์ตูน และก็เขียนบทละคร ผมเขียนบทละครออกมามากกว่า 100 บท แต่ละผลงานอยู่ในประเทศแม็กซิโก และผมเองก็เขียนหนังสือเกี่ยวกับ psychomagic หนังสือนิยาย หรือแม้แต่บทกวี ผมปล่อยอัลบั้มงานศิลปะของผม ผมสามารถทำได้ทุกอย่าง

Kyo : คุณออกไปนอกกรอบของการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เหตุผลของคุณคืออะไรเหรอครับ?

Alejandro Jodorowsky : ผมต้องการจะทำหนังให้เหมือนกับงานศิลปะทุกแขนง รวมถึงรูปแบบทุกอย่างของงานศิลปะ บทละคร การวาดภาพ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ปรัชญา ทุกอย่างที่รวมเข้าไว้ด้วยกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมคิดว่าภาพยนตร์มันคงจะห่วยอย่างที่สุดถ้าไม่มีรูปแบบของศิลปะเลย มันลดระดับลงเหมือนกับคนโง่หรือเหมือนกับเหล่าโสเภณี แต่เพราะว่ามันมีรูปแบบของศิลปะ ภาพยนตร์มันจึงกลายเป็นศิลปะได้ นั่นเพราะอะไรผมถึงได้เลือกการทำภาพยนตร์ เช่นเดียวกับจังหวะดนตรี และเพลง  แต่จากการเริ่มต้นผมเป็นศิลปินที่ต้องทำทุกอย่าง ผมทำบทภาพยนตร์ แก้ไข และทำเพลงของ El Topo ก็เช่นเดียวกัน

Kyo : ถ้าคุณเป็นนักดนตรีคุณไม่สามารถจะทำอะไรนอกเหนือจากนี้ได้เลย มันมีกฏที่บอกคุณอยู่เป็นนัยๆ ว่าคุณจะต้องดำเนินวงต่อไปเพียงแค่วงเดียว สิ่งที่เป็นแบบนั้นมันเหมือนกับเป็นแบบอย่างที่ดี ผมคิดว่าแนวโน้มความคิดแบบนั้นมีในประเทศญี่ปุ่น ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับขอบเขต แต่ตอนนี้ผมทำวงดนตรี 2 วง แต่ผมก็ได้ทำลายกรอบที่กลายเป็นเหมือนสิ่งที่สำคัญ ผมคิดอย่างนั้นเมื่อผมได้ดูสารคดีของคุณ Jodorowsky’s Dune เมื่อผมได้ยินคำพูดของคุณตอนนี้ ผมคิดว่านั่นก็เป็นเหมือนการแสดงตัวตนของผมด้วยเช่นกันครับ

Alejandro Jodorowsky : ลองพยายามคิดดูนะ คุณต้องการทำดนตรีในวงที่แตกต่าง ยกตัวอย่างเช่น คุณต้องการเพียงแค่ทำดนตรีให้สำหรับคนที่ป่วย วงดนตรีที่ทำเพลงเพื่อการบำบัด คุณทำดนตรีออกมาเพื่อให้คนป่วยได้มีความสุข คุณแค่เล่นคอนเสิร์ตในโรงพยาบาล ถ้าคุณพยายามทำในสิ่งนั้น มันไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยในขอบเขตที่คุณพูดถึง แล้วก็มีอีกอย่างคือการทำเพลงเพื่อสันติภาพให้กับกองทัพ และคุณก็เพียงแค่ทำการแสดงอยู่หน้าพวกทหารเท่านั้น (หัวเราะ) และในท้ายที่สุดก็สร้างวงออเคสตร้าให้กับผู้คนที่ได้รับความทรมานในเรื่องเพศ แต่เพียงแค่สมาชิกในวงออเคสตร้าเท่านั้นที่มีประสิทธิภาพ ขอบคุณกับพวกเขาสำหรับการแสดงที่กลายเป็นว่ามีพลังเพิ่มมากขึ้นเป็นอย่างมาก อะไรคือสิ่งที่ผมคิดเกี่ยวกับพลังของศิลปะในการเยียวยาผู้คน ที่ผมคิดคือ The dance of reality คือภาพยนต์ที่สามารถเยียวยาผู้คนได้ นั่นคือเหตุผลที่ผมได้ใส่หลักจิตวิทยาในการบำบัดแทรกเข้าไปในภาพยนตร์ของผม ผมคิดว่าผมสามารถสัมผัสได้ถึงผู้ชม ในฐานะศิลปินแล้วคุณจะต้องสร้างผู้ชมด้วยตัวของคุณเอง ใช่มั้ย?

Kyo : ครับ

Alejandro Jodorowsky : ถ้าคุณสามารถทำอย่างนั้นได้ คุณจะเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว อ่า และหนึ่งสิ่งที่มากกว่านี้คือ ดนตรีสำหรับเด็ก ทำเพลงเพื่อเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี

Kyo : ผมคิดว่าผมกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในเชิงลบมากกว่าครับ (หัวเราะ)

Alejandro Jodorowsky : แต่ผมคิดว่าการเปรียบเทียบผู้ใหญ่กับเด็กแทบจะไม่มีเขตแดนเลยนะ พวกเขาสามารถรับได้ทุกอย่าง คุณสามารถทำ Rock คอนเสิร์ตเพื่อเด็กและก็ทำการแยกสลายตุ๊กตาต่อหน้าทุกๆคน (หัวเราะ) ผมคิดว่าเด็กๆคงยินดีกัน กับผู้ปกครองก็คงจะเข้าใจด้วย

Kyo : ผู้ปกครองคงกลัวเกี่ยวกับหนังเรื่อง The dance of reality ผมไม่คิดว่ามันเป็นสมัยนิยมในสมัยนี้ แต่ผมชอบนะครับที่คุณแบ่งแยกขอบเขตการแสดงออกของคุณในภาพยนตร์ แนวทางในการแสดงตัวตนทั้งแบบใหม่และแบบเก่า คุณบอกว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ? เช่นเดียวกับสีสันที่มีความสวยงามเป็นอย่างมาก

Alejandro Jodorowsky : ผมใช้เทคนิคใหม่สำหรับสีสันในเวลานี้ ถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อสมัยก่อนแล้วมันมีความเป็นไปได้ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ความแตกต่างในอดีตไม่ได้มีเพียงแค่การถ่ายทำ พวกเราทำหลังจากการผลิต ตัดต่อสี เสียงได้อย่างเหมาะสม ภรรยาของผมเป็นจิตรกร ดังนั้นผมจะสร้างสีในระหว่างการตัดต่อในขณะนั้นก็จะปรึกษากับภรรยาของผมไปด้วย นั่นทำไมมันถึงได้ออกมาเหมือนภาพวาด ผมสามารถทำการเคลื่อนย้ายภาพถ่ายได้ด้วยเช่นเดียวกัน จากส่วนด้านหน้าไปตลอดจนถึงทางกลับ ผมสามารถเปลี่ยนแปลงจุดโฟกัสได้ ผมสร้างการเคลื่อนไหวให้เหมือนกับกล้องใกล้จะถอยหลัง ผมทำการปรับเปลี่ยนความเร็ว สามารถทำให้มันเร็วขึ้นหรือช้าลงได้ และผมก็สามารถเปลี่ยนแสงสีได้ หลายสิ่งมากมายกว่าในอดีตที่เทคโนโลยีการแก้ไขมันได้ล้ำหน้าไปไกล และการประมวลผลวีดีโอก็กลายมาเป็นดียิ่งขึ้นและยิ่งขึ้นไป ดังนั้นตอนนี้พวกเราสามารถทำอะไรก็ได้ที่พวกเราต้องการจะทำ พวกเราสามารถลบหรือเพิ่ม ดังนั้นแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต ภาพยนตร์ที่เป็นรูปแบบของงานศิลปะมันก็ไม่ใช่สิ่งที่พูดเกินจริงเลย ผมเองยังสามารถเปลี่ยนเสียงของนักแสดงได้ด้วย เสียงของนักแสดงหญิงที่อายุ 25 ปีไม่ค่อยจะดีเท่าไร ดังนั้นผมเลยค้นหาเสียงของนักแสดงหญิงที่อายุ 60 ปีและใช่เสียงของเธอมาเป็นรูปแบบพากย์ ผลลัพท์ก็คือความสามารถของเธอเป็นต้นแบบการแสดงได้จริงๆ พวกเรายังสามารถใช้แม้แต่เสียงของผู้ชาย และหลากหลายเสียง ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากจริงๆ เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์แล้ว ผมรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงในวงการที่เป็นไปได้หลายอย่าง ในตอนนี้ทุกคนก็ต่างใช้เทคนิคต่างๆ special effects แต่ถ้าพวกเราใช้มันในแนวทางที่ผู้ชมไม่สามารถสังเกตเห็นได้ พวกเราได้ทำสำเร็จในสิ่งที่ยิ่งใหญ่แล้ว

Kyo : คุณพูดเกี่ยวกับ การต่อสู้ แล้วคุณจะทำยังไงที่จะดำเนินการแสดงตัวตนในสิ่งที่คุณต้องการจะทำต่อไปครับ หนทางในการแสดงตัวตนของพวกเราไม่มีจำกัดและไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นผมคิดว่าคุณต้องการจะบอกว่าให้ดำเนินในสิ่งนั้นต่อไปมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

Alejandro Jodorowsky :  ตลอดชีวิตนี้ ผมจะทำมันจนกว่าผมจะตาย มีสิ่งสวยงามเกี่ยวกับประเพณีของญี่ปุ่น เหมือนกับการบรรยายของ Haiku เหวแห่งความตาย (บทกวีเกี่ยวกับความตาย) ในอดีตผมก็สะสมบทกวีสุดท้ายของผู้คนที่กำลังจะตาย และแนวทางการคิดของซามูไร มันมีประเด็นเกี่ยวกับว่าคุณมีสุขภาพร่างกายที่ดีมากแต่คุณก็สามารถจะตายได้ทุกเวลา เป็นชั่วขณะในชีวิตของพวกเรา แต่มันก็มีความสามารถในการสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ในเวลานั้น พวกเราสามารถหามันได้ในประเพณีของคุณ ที่ประเทศญี่ปุ่น

Kyo : ผมอยู่ใกล้มากเกินไปครับ ผมเลยมองไม่เห็นสิ่งนั้นเลย

Alejandro Jodorowsky : ผมมาญี่ปุ่นกับ Marcel Marceau ศิลปินละครใบ้กันสองคน ก่อนที่คุณจะเกิด ในเวลานั้น ผมไม่รู้อะไรเลยจริงๆเกี่ยวกับญี่ปุ่น ผมรู้เพียงแค่วัฒนธรรมตะวันตก ผมรู้แค่นิดหน่อยเองเกี่ยวกับญี่ปุ่น สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็มาจากงานเลี้ยงน้ำชาที่ผมได้รับเชิญให้ไปร่วม

Kyo : แต่ในหนังของคุณ Holy Mountain มันก็มีฉากที่ให้ความรู้สึกมีความเป็นญี่ปุ่นอยู่เล็กน้อยนะครับ

Alejandro Jodorowsky : ฉากเปิดเป็นการโชว์ของอาจารย์ชงชาจริงๆ เป็นการยอมรับและเปลี่ยนแปลงศิลปะของผมในช่วงเวลานั้น เมื่อตอนที่ผมไปเกียวโต ผมเดินไปบนถนนเส้นหนึ่งแล้วก็มีชายคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษกับผม "คุณอยากจะมาดื่มน้ำชาหน่อยมั้ย?" เขาถามผม แล้วผมก็ไป ที่นั่นไม่กว้างเกินไป ไม่แคบเกินไป มีเตาผิงอยู่ตรงกลาง ผมดื่มชาและนั่งกับพื้นแบบขัดสมาธิ ที่นั่นมีการตกแต่งภาพแขวน แต่มันก็เป็นอะไรที่ธรรมดาๆ ผมคิดว่านั่นเป็นงานอดิเรกที่สมบูรณ์แบบที่สุดจริงๆ ในตอนนั้นผมพูดว่า "ลายตารางของหน้าต่างไม่เท่ากันเลย" ขนาดของตารางและขนาดช่องก็แตกต่างกันด้วย การจัดวางก็ไม่ดี ทั้งสองด้านก็มีสัดส่วนที่ไม่รับกันเลย ผมเลยพยายามคิดถึงใครสักคน มนุษย์เราจะไม่ทำซ้ำในสิ่งเดิมๆ คนหนึ่งคนและคนอื่นๆไม่มีใครที่เหมือนกัน ผมคิดอย่างนั้นและเริ่มเข้าใจในประเด็นของงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้ ผมได้เรียนรู้มากมายหลายอย่างจากประเทศญี่ปุ่น เช่นเดียวกับ origami (ศิลปะในการพับกระดาษของญี่ปุ่น) ผมไม่เคยรู้มากก่อนเลยว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในโลกเราด้วย ผมแปลกใจมากจริงๆ แค่พับหนึ่งส่วนของกระดาษก็สามารถสร้างสิ่งที่แตกต่างได้แล้ว แต่ทั้งหมดก็อยู่ในกระดาษแผ่นเดียวกัน ตัวคุณ ตัวผม และคนอื่นๆพับกระดาษในลักษณะที่แตกต่างกันไป ผมคิดว่ามนุษย์ทั่วไปมีรากฐานที่เหมือนกัน แต่วิธีการพับกระดาษของพวกเราแตกต่างกัน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มาจากสวรรค์จริงๆ เช่นเดียวกับหลายๆสิ่งที่ผมได้กล่าวไป ทุกสิ่งที่พวกเราสร้างจะหายไปในสักวันหนึ่ง สิ่งที่เป็นนามธรรมของคนจะเป็นสิ่งที่คนอื่นๆต้องการ ยกตัวอย่างเช่น คุณจะสร้างสัตว์ตัวหนึ่งจากกระดาษ แต่คนอื่นๆก็ไม่ได้สร้างสัตว์ตัวเดียวกับคุณ ผมสร้างในสิ่งที่ผมสร้างสรรค์ด้วยตัวของผมเอง ผมไม่ต้องการจะสร้างเหมือนคนอื่นๆ แต่คนอื่นๆกลับผลักคุณให้กลายเป็นในสิ่งที่เขาต้องการอยากให้คุณเป็น เพราะว่าต้นกำเนิดของพวกเราแล้ว พวกเราทั้งหมดเหมือนกัน ถ้ามันกลายเป็นอย่างนั้น พวกเราก็จำเป็นที่จะต้องบอกว่า พวกเราแตกต่างกัน แต่โดยรากฐานแล้วพวกเราทั้งหมดเหมือนกัน ผมได้เรียนรู้ในระหว่างการเดินทางที่ประเทศญี่ปุ่น ผมคิดว่าการรับรู้ของผมได้เปิดแล้วจริงๆในจุดๆนั้น ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องเก่าเมื่อ 50 ปีมาแล้วก็ตาม

Kyo : วัฒนธรรมของญี่ปุ่นและบรรยากาศที่แสดงออกมาได้สะท้อนกลับไปในผลงานของคุณ ผมมีความสุขมากจริงๆครับ คุณจะทำอะไรในภาพยนตร์ต่อไปของคุณครับ?

Alejandro Jodorowsky : ชื่อหนังคือ  “Juan Solo”ผมต้องการที่จะดึงความแข็งแกร่งของมนุษย์ออกมา ตัวละครหลักเป็นเด็กที่ถูกพบในถังขยะ เขาจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาจากตรงนั้นได้อย่างไร? นั่นเป็นเค้าโครงของเรื่อง แต่ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการ มันเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตแล้ว ผมไม่มีเวลามากเท่าไร ดังนั้นผมเลยอยากจะทำให้มันจบไวๆ (หัวเราะ) นั่นเป็นเหตุผลที่ผมยุ่งมากๆ

Kyo : ผมตั้งตารอคอยจริงๆครับ

Alejandro Jodorowsky : ที่นี่มีหลากหลายรูปแบบของความรัก อันดับแรกคือรักครอบครัว ต่อมาคือรักตัวเอง เช่นเดียวกันคือรักคนอื่นๆด้วย รักทั้งจักรวาล ท้ายที่สุดคือการมอบความรักให้ทุกๆคน และนอกเหนือจากนั้นคือความรักของพระเจ้า ผมเองก็รักที่จะทำงานต่อไปเช่นกัน (ภาพยนตร์,ดนตรี,หนังสือ,ศิลปะ) ผมคิดว่าความรักที่นำไปสู่การทำงานของผมยิ่งใหญ่มาก นั่นทำไมความสุขถึงได้สามารถทำให้คุณทำในสิ่งที่คุณรักได้ เช่นเดียวกับการเริ่มต้นรักในสิ่งที่คุณทำ ถ้าคุณรักในอะไรก็ตามที่คุณทำ นั่นคือความสุขที่แท้จริง ถ้าให้ผมถามตัวเองว่าเมื่อไรที่ผมสามารถรักในสิ่งที่ผมทำ ก็คือเมื่อผมสามารถทำในสิ่งต่างๆเพื่อคนอื่นๆได้ ถ้าสิ่งเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อผู้ชมทางใดทางหนึ่ง รวมทั้งความรู้สึกของทุกคนและจิตสำนึกของทุกคนที่ค่อยๆเปิด การทำงานที่เป็นภาพยนตร์ การ์ตูน หนังสือ สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยม ผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้



++++++

แปลบทสัมภาษณ์นี้แล้วได้เรียนรู้อะไรเยอะเลย :) ใครเคยดูภาพยนตร์ของคุณ Alejandro บ้าง ขอบอกเลยว่าเราก็พึ่งจะได้ดูตอนที่พี่ Kyo เค้าบอกว่าชอบหนังเรื่อง Holy mountain นี่ล่ะ กับหนังเรื่อง El topo ที่มีใน Youtube ^^ เป็นแนวภาพยนตร์ที่ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ และที่ชอบในบทสัมภาษณ์ของคนสองคนนี้คือ พวกเค้าสองคนเหมือนมีอะไรที่เหมือนกันนะ เช่นการคิดที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ ความมุ่งมั่นในงานของตัวเอง  ฯลฯ...และที่สำคัญพวกเค้าไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคเลย ถ้าได้ติดตาม DIR หรือรู้จักนักร้องที่ชื่อ Kyo เมื่อครั้งอดีตก็คงจะรู้ว่าพี่ Kyo เองก็ผ่านอะไรมาอย่างโฉกโชนจนประสบความสำเร็จ :) ที่สำคัญคุณผู้กำกับปิดท้ายบทสัมภาษณ์ได้ดีมาก ในเรื่องความรัก...และมีความสุขที่ได้ทำเพื่อคนอื่น ฮาๆ พูดจริงๆเราก็มีความสุขที่ได้แปลบทสัมภาษณ์ให้เพื่อนๆได้อ่านนะ (นั่นไงมันอวยตัวเอง!) จริงๆนะ ^^; ช่วงแรกเราเคยคิดว่า เออจะมีใครสนใจมั้ยในสิ่งที่เราแปล จะอ่านสำนวนการแปลเรารู้เรื่องมั้ย แต่ก็พยายาม กับพยายาม และใช้ความรักในวง DIR EN GREY นำพา ฮิ้วว ไว้เจอกันกับบทสัมภาษณ์หน้านะคะ ^^ หรือถ้าอยากรีเควสบ้างก็ได้ว่าอยากให้เน้นแปลใคร (คือเราก็เลือกแปลนะบางที คืองานรัดตัวอาศัยช่วงวันหยุดอันน้อยนิดนั่งแปล เลยต้องเลือกๆหน่อย ^^ แต่ถ้าอยากรีเควสก็ได้เลยนะ แต่จะได้ป่าวนี่อีกเรื่อง ฮาๆ แล้วจะพูดทำไมฟระ! ) เอาล่ะๆ ไว้เจอกันนะเพื่อนสาวก

音楽と人 2014.02 - KYO DIR EN GREY


ในปี 2013 เป็นอย่างไรบ้างสำหรับคุณ
Kyo : อ่าา ผมจำไม่ได้จริงๆ พูดตามความจริงแล้ว มันมีหลายสิ่งเกิดขึ้น ผมเข้าโรงพยาบาล มีปัญหามากมาย...ผมไม่อยากจะมองกลับไปในอดีตอีก


ผมเข้าใจนะ แต่ว่ามันก็ยังเกิดขึ้นอยู่?
Kyo : ผมไม่ชอบจริงๆนะที่ตัวผมในปัจจุบันจะมองกลับไปในอดีต ในเวลานั้นผมมีความคิดเป็นของตัวเอง ดังนั้นด้วยความซื่อสัตย์ในการตอบคำถามอะไรพวกนี้ ผมจะตอบว่าผมจำไม่ได้ คือ...จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้ทำมันดีที่สุดหรอกนะ (หัวเราะ)


ยังไงก็ตามแต่ ปีที่แล้วมันก็เป็นปีที่คุณเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ
Kyo : นั่นมันก็จริงครับ ผมอยากจะทำสิ่งนั้นต่อ ไม่ใช่แค่ในส่วนของ DIR EN GREY แน่นอนว่าพวกเราก็มีไลฟ์ และยังบันทึกเสียงเพลงใหม่ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งใหม่อะไร นั่นทำไมผมถึงได้รู้สึกว่าปี 2013 มันไม่ได้เป็นปีที่พิเศษ แต่มันดูเหมือนกับผมไม่มีเวลาที่แน่นอนในช่วงปีนั้น มันเหมือนกับจะเริ่มดำเนินต่อไปในอนาคตได้เป็นอย่างดี ผมมีความรู้สึกอย่างนั้นนะ


งั้นคุณก็พูดเหมือนกับว่าคุณสามารถทำสิ่งที่คุณต้องการจะทำได้
Kyo : อืม ใช่ครับ แต่สิ่งที่ผมต้องการจะทำด้วยตัวเองมันมีเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่หยุด มันเลยเริ่มยากที่จะไล่ตามสิ่งเหล่านั้นได้หมด


จากเวลานั้นคุณก็เริ่มต้นกิจกรรมของคุณหลังจากที่คุณหยุดพักไป ที่คุณเคยพูดว่าคุณไม่มีเวลาให้กับมัน
Kyo : ใช่แล้ว แต่ตอนนี้ผมมีเวลาน้อยกว่าตอนนั้นนะ มีมากมายหลายสิ่งที่ผมคิดอยากจะทำมานานแล้ว ผมในปัจจุบันก็คิดเสมอว่า ผมต้องการจะทำอะไร มันมากและมากขึ้นเรื่อยๆ ความคิดมากมายมันหลั่งออกมา ผมมองและคิดตามมันเสมอว่า "อย่างนี้จะเป็นยังไง? อย่างนั้นจะเป็นยังไง?" จากนั้นเมื่อผมได้ไอเดียแล้วผมก็จะวาดมันลงไป


ทำไมคุณถึงได้คิดว่าตัวคุณเป็นอย่างนั้น ความปรารถนามากมายมันเพิ่มขึ้นมาจากไหนกัน โดยที่คุณไม่เคยมีมาก่อน?
Kyo : คุณหมายถึงผมจะห้ามสิ่งที่อยู่ภายในตัวผมออกมาได้ยังไงเหรอ? เมื่อมันเกิดขึ้น ผมก็กลายเป็นอย่างนั้นล่ะ


คุณจะห้ามมันแบบไหน?
Kyo : จนถึงตอนนี้ผมกับ DIR EN GREY ก็มีงานยุ่งกันเสมอ ภายในวงสิ่งที่ผมสร้าง 'ด้วยตัวเอง' และแสดงออกมานั่นคือ 'ตัวผม' จากจุดตรงนั้น เมื่อผมเริ่มคิด ผมก็ไม่สามารถจะคิดเกี่ยวกับสิ่งอื่นได้เลย ผมไม่เพียงแค่คิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่นี่คือผม ที่ต้องการจะทำ DIR EN GREY ต่อไปอย่างชัดเจน ท้ายที่สุดแล้วการห้ามมันก็แค่สิ่งที่ออกมาอย่างไม่ได้คาดหวังอะไร


ในช่วงที่พักวงมีกิจกรรมอะไรบ้าง?
Kyo : ตอนนี้ผมจำอะไรไม่ได้ หลังจากที่ห้ามตัวเองแล้ว ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย คุณเข้าใจใช่มั้ย? ดังนั้นผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวผมไม่ได้อยู่ใน DIR EN GREY แต่มันเหมือนกับ DIR EN GREY อยู่ภายในตัวผม อีกนัยคือความเห็นของผมมันกลับตาลปัตร


ดังนั้น DIR EN GREY ไม่ใช่คุณทั้งหมดอีกต่อไป แต่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของคุณ
Kyo : จากตอนนั้นมันเหมือนกับ "ฉันอยากทำอย่างนั้น! ฉันอยากทำอย่างนี้!" จะยังไงก็แล้วแต่ผมก็ยังคงคิดเกี่ยวกับบางสิ่งในทุกๆวัน ผมสงสัยว่าผมจะหาเวลาในการทำสิ่งเหล่านั้นได้ยังไง ผมอาจจะทำลายร่างกายของผมเพื่อขอบคุณสิ่งนั้นก็ได้


คุณหมายความว่าคุณเริ่มจะติดกับในสิ่งที่คุณอยากจะทำใช่มั้ย?
Kyo : แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรใช่มั้ยล่ะ บางสิ่งมันก็แค่เรื่องส่วนตัวที่ผมอยากจะทำ


คุณรู้สึกว่าคุณสังเวยให้กับบางสิ่งที่คุณต้องการจะทำ?
Kyo : ครับ ผมไม่ได้มีเวลามากมายอะไร ดังนั้นในความหมายของผมทั้งหมดคือ ผมสังเวยให้กับบางสิ่ง ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกายของผม ผมเองก็ยังไม่มีเวลามากพอที่จะไปพบปะเพื่อนฝูง ก่อนหน้านั้นผมได้เจอกับพวกเขาค่อนข้างบ่อย แต่ตอนนี้ผมแทบไม่มีเวลาทำอย่างนั้น คุณเจอกับผู้คนส่วนใหญ่ในช่วงตอนเย็นใช่มั้ย? แต่สิ่งที่ผมทำนั้น ผมต้องตื่นแต่เช้าและเข้านอนเร็วๆ ประมาณห้าทุ่ม สี่ทุ่ม หรือสามทุ่ม ดังนั้นตอนนี้ผมไม่สามารถจะเจอกับใครได้เลย


อย่างนั้นเรียกว่าเร็วเหรอ? (หัวเราะ)
Kyo : แต่ว่าผมก็พยายามตื่นหลังจากที่ผมหลับไปประมาณสองหรือสามชั่วโมง แล้วก็กลับไปหลับต่อ แต่ว่าผมทำไม่ได้ ผมพยายามหลายๆอย่างแต่มันก็ไม่ได้ผล ดังนั้นตอนหกโมงเช้า หรือเจ็ดโมงเช้า ผมถึงได้กลับไปนอนอีกครั้ง


นั่นมันก็ยากเหมือนกัน
Kyo : เมื่อตอนที่คุณนอนไม่หลับ แต่คุณพยายามที่จะนอนให้หลับ มันค่อนข้างลำบากนะ ใช่มั้ย? ดังนั้นผมเลยตื่นและทำงานต่อ ผมสามารถใส่รายละเอียดมากมายลงไปในงานได้ แต่ว่าพอตาของผมเริ่มลาย ผมก็เริ่มที่จะกังวลกับมันแล้วสิ


คุณเคยมีปัญหาเรื่องการนอนหลับมาก่อนมั้ย?
Kyo : ไม่เลย ระบบการนอนของผมมันวุ่นวาย แต่ผมก็ไม่ชอบที่ผมไม่สามารถจะหลับได้ มันก็ผ่านมาจะครึ่งปีแล้วที่ผมไม่สามารถจะหลับได้ มีหลายสิ่งที่ผมกังวลกับมัน และผมอยากจะทำ มันติดอยู่ในหัวของผมไม่ไปไหน


ผมคิดว่าอาจจะเพราะเหตุนี้ล่ะ
Kyo : น่าจะเป็นไปได้นะ ตอนนี้ผมเริ่มวางแผนในสิ่งที่ผมต้องการจะทำ ยังไงก็แล้วแต่ผมคิดว่าผมก็เริ่มที่จะกังวลกับมัน ความรู้สึกมันเหมือนกับมีเวลาจำกัดในการจะทำสิ่งเหล่านั้น ผมไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะให้เวลาจำกัดแค่ 3 ปี และผมก็เริ่มกระบวนการกำหนดทิศทาง


ทำไมคุณถึงได้กำหนดเวลาจำกัดแบบนั้นล่ะ?
Kyo : ถ้าผมไม่กำหนดเวลาเพื่อตัวเอง ผมก็จะกลายเป็นคนขี้เกียจ พวกเราไม่ได้มีเวลามากมายขนาดนั้น ผมเลยตัดสินใจที่จะกำหนดตอนจบ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะสามารถทำทุกสิ่งที่ผมอยากจะทำในช่วงเวลานี้ได้มั้ย ถ้าผมสามารถอัดทุกสิ่งที่ผมอยากจะทำได้ มันก็จะได้ไม่มีผลกระทบกับกิจกรรมของ DIR EN GREY ดังนั้นผมเลยพยายามทำทุกอย่างให้มันสมดุล แต่ผมจะสามารถทำมันได้ทันเวลาเหรอ? ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นตลอดเวลา


เพราะว่าคุณนอนไม่หลับ ฟังจากคุณพูดในตอนนี้ ผมคิดว่า DIR EN GREY เป็นทุกอย่างสำหรับคุณ นั่นเพราะอะไรการตอบสนองของคุณถึงได้มีพลังมาก
Kyo : อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้ ในตอนนี้ DIR EN GREY ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับผมเช่นเดียวกัน ดังนั้นสิ่งที่ผมวางแผนจะทำด้วยตัวเองในเวลาเดียวกันนี้ โดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไร (เกี่ยวกับกิจกรรมในวง DIR EN GREY) ผมจะแบ่งพลังงานของผมเพื่อ DIR EN GREY และจะใช้สำหรับสิ่งอื่นๆ ผมไม่ชอบจริงๆเลยนะ (หัวเราะ) นั่นทำไมผมถึงได้ไม่มีเวลา


คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าการทำอะไรใหม่ๆมันจะเป็นการรบกวนกิจกรรมภายในวง?
Kyo : คุณคิดอย่างงั้นเหรอ? ถ้าในมุมมองของผมกับสมาชิกคนอื่นๆภายในวง ผมรู้สึกว่ามันไม่รบกวนนะ ถึงแม้สมาชิกในวงจะทำอะไรบางสิ่งที่ค่อนข้างแตกต่างมากสำหรับ DIR EN GREY ผมก็จะตอบสนองแค่ว่า "อ้อ งั้นเหรอ" ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเปิด Izakaya บาร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ (หัวเราะ)


ผมไม่อยากจะจินตนาการไปถึงบางสิ่งที่เหมือนกับ Izakaya เลยนะ (หัวเราะ) แต่ภาพลักษณ์ของวงก็เหมือนกับเป็นแนวกั้น ถ้ามีคำถามหลุดออกมาว่า ทำไม? จากที่นี่ มันก็คงจะดูไม่แปลกใช่มั้ยล่ะ
Kyo : จริงเหรอ? ผมคิดว่ามันค่อนข้างดีนะ ไม่เกี่ยวว่าผมจะทำอะไร ดังนั้นถ้าเกิดว่ามีสมาชิกในวงคิดอยากจะทำบางสิ่งหรืออะไรก็ตาม ผมคิดว่ามันอาจจะง่ายนะในตอนนี้ นั่นล่ะคือสิ่งที่ผมปูทางไว้แล้ว


นั่นมันก็จริง
Kyo : ไม่ว่าอะไรมันจะดีหรือแย่ ถ้าคุณเริ่มลองทำสิ่งใหม่ๆในปัจจุบัน มีคนมากมายที่จะให้ความเห็นหรือวิจารณ์ ผมแค่คิดว่าไม่มีอะไรที่พวกเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นได้ (เปลี่ยนแปลงคำวิจารณ์ในผลงาน)


ผมคิดว่าเป็นปกติที่แฟนๆค่อนข้างจะกังวล เพราะว่า DIR EN GREY เป็นวงที่ไม่มีสมาชิกคนไหนออกมาทำ Solo เลย
Kyo : ผมไม่เข้าใจความกังวล...แต่ว่าพวกเขากังวลกันเหรอ หรือว่าไม่?


ผมคิดว่าพวกเขากังวลกัน
Kyo : พวกแฟนคลับน่ะพวกเขาก็มีมโนภาพต่อวงของพวกเขาเองใช่มั้ย? ดังนั้นถ้าพวกเราทำลายความคิดนั้น พวกเขาก็อาจจะรู้สึกกังวล แต่ถ้าพวกเราให้ความสนใจมากมายกับสิ่งนั้น ผมคิดว่าพวกเราคงไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย


ทุกคนก็เป็นอย่างนั้นล่ะ
Kyo : มันไม่ได้จำกัดแค่เหล่าแฟนคลับ แต่มันก็มีช่วงเวลาที่ผมคิดอย่างนั้นเหมือนกัน กับผู้คนที่อยู่รอบตัวผม คนญี่ปุ่นจะเข้มงวดมากๆกับเรื่องนั้นใช่มั้ย มันจะไม่ดีกว่าเหรอถ้าผมจะไม่ค่อยเข้มงวดกับสิ่งนั้น?


นั่นมันก็มีส่วนที่ทำให้ผู้คนเค้ากลัวกันว่าวงจะเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับความเห็นทั่วๆไป กับบางกฏเกณฑ์ที่ปฏิบัติกันมาเป็นเวลานาน ผู้คนก็จะมีปัญหากับการสนับสนุน และก็การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันใช่มั้ยล่ะ?
Kyo : ว่าแต่ผมเปลี่ยนไปจริงๆเหรอ? ผมไม่คิดว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงนะ


คุณไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างงั้นเหรอ?
Kyo : ถ้ามีบางสิ่งที่มีผลต่อ DIR EN GREY เพียงเพราะผมปล่อยสิ่งที่ผมอยากจะทำออกมามากมาย แม้ใครหลายๆคนจะมองว่า "เขาเปลี่ยนไป" หรือ "ฉันไม่ชอบมันเลย" นั่นมันก็ไม่มีทางอื่นแล้ว แต่ผมไม่คิดว่า ผมที่เป็น Kyo DIR EN GREY เปลี่ยนไปแม้แต่นิด แน่นอนว่าถ้าพวกเรามองจากมุมมองส่วนตัว และมีใครบางคนบอกว่าผมเปลี่ยนไป ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่ผมและ DIR EN GREY ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย


ผมเข้าใจละ ยังไงก็ตาม Single ล่าสุดนี้ ผมสามารถเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของวงเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อน ผมสงสัยว่าในความเป็นจริงแล้วที่คุณเริ่มงาน Solo มันไม่ได้เป็นแรงกระตุ้นหลักสำหรับการเปลี่ยนแปลงเหรอ คุณคิดยังไงกับผลงานเพลงใหม่ของคุณ
Kyo : ผมไม่รู้จริงๆนะ มันเหมือนกับเป็นไปตามธรรมชาติ ผมไม่คิดเกี่ยวกับว่ามันกลายมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง พวกเราแค่ทำเพลงไปอย่างธรรมชาติ มันเกิดขึ้นโดยบังเอิญอย่างนั้นเหรอ?(กับการเปลี่ยนแปลง)



ถ้ามองแบบไม่เอาความคิดเห็นส่วนตัวเข้ามาปนแล้ว SUSTAIN THE UNTRUTH เป็นเพลงประเภทไหน?
Kyo : ผมไม่สามารถจะมองแบบนั้นได้ แต่ผมคิดว่า มันเป็นเพลงแบบ DIR EN GREY จริงๆ


งั้นเพลงของ DIR EN GREY ก็เป็นประเภทเพลงที่เข้าใจได้ง่าย
Kyo : พวกเราทำเพลงให้ง่ายต่อการเข้าใจ น่าจะแล้วแต่คนนะ พวกเราทำกันแบบคิดไปในแนวทางนั้น


คุณตั้งใจทำมันให้ง่ายต่อการเข้าใจงั้นเหรอ?
Kyo : ผมสงสัยว่า มันกลายมาเป็นแบบนั้นในระหว่างที่พวกเราทำเพลงหรือเปล่า? มันเป็นอารมณ์ในช่วงนั้นแค่นั้นล่ะ (หัวเราะ) ผมคิดว่าพวกเรามีเซนส์ที่ว่า "ไปทางนี้กันเถอะ" จากนั้นก็เริ่มต้นกัน


คุณจะบอกว่าคุณตัดสินใจเริ่มต้นทำงานเพลงแบบนั้น และก็ลงมือทำในวิธีการนั้น
Kyo : ครับ ผมคิดอย่างนั้น มันไม่เหมือนตอนนี้ที่พวกเราทำงานแบบ "ใครมาก่อนก็ได้ก่อน" แต่พวกเรามีแบบแผนที่จะทำและเอามันมารวมกันในตอนท้ายโดยสมาชิกแต่ละคน (แยกกันทำงาน) พวกเราไม่เคยทำในสิ่งที่เหมือนว่ามันเป็น "หนทางปฏิบัติ"


คุณหมายถึงแนวทาง(ของวง)ในการทำผลงานเพลง?
Kyo : ใช่ครับ ผมไม่สามารถจะเล่นเครื่องดนตรีอะไรได้ดีเลย ดังนั้นผมไม่รู้จริงๆว่าจะต้องทำงานอย่างไร แต่ตอนนี้ก่อนที่จะบันทึกเสียงพวกเราทั้งห้าคนจะเอาท้วงทำนองที่น่าจะเป็นไปได้มารวมเข้าด้วยกัน พวกเราเป็นวงที่ไม่เคยทำมันสำเร็จมาก่อน เพราะว่าการแสดงไลฟ์มันเป็นไปได้ยาก ในตอนท้ายจะเป็นช่วงที่พวกเราเปลี่ยนแปลงจังหวะ และถ้อยคำในบทเพลง มาถึงตอนนี้แล้วผมเข้าใจ ในเวลานี้พวกเราอาจสามารถหลีกเลี่ยงมันก็ได้ ตอนที่ถึงเวลาที่ต้องรวมทำนองเข้าจริงๆแล้ว พวกเราก็จะพูดกันประมาณว่า "ทางนี้ดีที่สุดแล้ว ใช่มั้ย?"


กับทุกๆคน?
Kyo : ครับ แต่ผมก็แค่ฟังเท่านั้นในระหว่างพูดกัน และผมก็แปลกใจว่า "ฮะ? (มันสำเร็จได้ยังไงกัน)" (หัวเราะ) แต่พวกเราจะหยุดรวมในสิ่งที่พวกเราไม่สามารถจะแสดงใน live ได้ พวกเรามีความรู้สึกแบบนั้นกัน นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเราถึงมีแนวทางที่มันซ้อนทับกัน ท้วงทำนองเพลงก็จะแตกต่างกันไปกับวิธีการที่พวกเราจะเอามันมาใช้ สิ่งเหล่านี้จะเชื่อมต่อไปที่การเปลี่ยนแปลงเสียงเพลงของพวกเรา ใช่มั้ยล่ะ?


ใช่ นั่นทำไมผมถึงได้คิดว่ามันง่าย ผมคิดว่าการปล่อยผลงานเพลงอย่างนั้นมันเหมือนกับอากาศรอบๆภายในวงจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นด้วย
Kyo : ผมคิดว่าบรรยากาศภายในวงก็ยังคงเหมือนเดิม อะไรเป็นความจริงของความแตกต่างที่ทำให้ทุกคนมีอิสระ สมาชิกทุกคนก็ยังคงทำหลายๆสิ่งที่นอกเหนือจากกิจกรรมของวง


ไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างงั้นใช่มั้ย?
Kyo : ใช่ครับ ผมคิดว่าเพราะในตอนนี้ทุกคนมีอิสระมากกว่าแต่ก่อน ผมเคยพูดก่อนหน้านั้นแล้ว และในตอนนี้ความรู้สึกนั้นมันก็ดีที่ได้ทำอะไรบางอย่างนอกเหนือจากการทำวง


คุณพูดเหมือนกับว่าเพลงนี้นำความเปลี่ยนแปลงมางั้นเหรอ?
Kyo : ผมไม่รู้ เพียงแต่ถ้ามีคนที่ทำบางสิ่งบางอย่างในครั้งแรกโดยที่ยังไม่มีใครทำ ผมแน่ใจว่าเขาจะได้ยินในหลายๆสิ่ง แต่ถ้าใครบางคนทำในสิ่งเดิมๆ มันก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ใช่มั้ยล่ะ?


แต่นั่นก็ไม่ได้ความว่าคุณจะเริ่มงานโซโล่และเปลี่ยนใช่มั้ย
Kyo : ตรงนั้นไม่มีอะไรที่ผมต้องการจะเปลี่ยน มันเพียงแค่ปัญหาเล็กๆของผมในการเป็นมนุษย์ที่อยู่ตามลำพัง ผมก็เคยพูดไปก่อนหน้านั้น แต่ผมคงทนไม่ได้ที่จะต้องเก็บกด ผมพยายามที่จะหลบหนีและทำลายมัน ยกตัวอย่างเช่น ไม่ว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญในตอนนี้ ถ้ามันมีข้อจำกัดที่มากมายเกินไป ผมก็จะเริ่มเกลียดมัน


นั่นทำไมคุณถึงได้พูดว่า คุณปล่อยให้ตัวคุณเองได้มีอิสระ
Kyo : ครับ ดังนั้น DIR EN GREY ก็ยังจะดำเนินต่อไป ใช่มั้ยล่ะ? แต่เมื่อมันกลายเป็น "ในที่สุดมันก็เป็นไปไม่ได้" หรือการแสดงที่ Shibuya ที่คอของผมมันใช้การไม่ได้ ผมก็ยังไม่อยากที่จะหยุดมันเด็ดขาด ผมพูดว่า "ผมร้องเพลงอย่างงั้นไม่ได้" และพวกเราก็ระงับกิจกรรมในวงของพวกเรา



ใช่
Kyo : มันเกิดขึ้นในระหว่างทัวร์ครั้งที่แล้วในอเมริกาที่ผมสงสัยว่า "ฉันจะสามารถทำหลายๆสิ่งได้มั้ย" แต่ตอนนี้ผมอยู่ในที่ๆผมรู้สึกมีอิสระที่จะทำสิ่งเหล่านั้นได้ ดังนั้นมันเลยหมายความว่า ผมสามารถทำมันได้ ผมก็ยังคิดอีกนะว่าอยากจะทำอะไรมากกว่านี้ ผมไม่อยากให้คนทั่วไปคิดอย่างง่ายๆว่า "ผู้ชายคนนี้ทำอะไรไม่คิด" คุณเข้าใจใช่มั้ย (หัวเราะ)


ถ้าให้ผมพูดในความคิดเห็นของผมนะ เมื่อผมได้ยินผลงานเพลงโซโล่ของคุณในครั้งแรก ผมมีความรู้สึกงุนงง แต่ในตอนท้ายผมคิดว่ามันเป็นการเปิดหน้าต่างบานใหม่และมีอากาศดีๆถ่ายเทเข้ามา
Kyo : งั้นเหรอ? ผมไม่แน่ใจหรอก ผมอาจจะแค่กระตุ้นบางสิ่ง แต่มันก็เป็นอิสระของคนทุกคนนะ


ดังนั้นพวกคุณทั้งห้าก็ยังเชื่อมโยงถึง DIR EN GREY ? ในวิธีการที่คุณเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับมัน แต่ในตอนนี้มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ คุณคิดว่าไงล่ะ?
Kyo : แน่นอนล่ะว่าวงเป็นสิ่งที่สำคัญมากกับผมในตอนนี้ แต่ก่อนที่จะกลายมาเป็นวงดนตรีพวกเราก็เป็นเพียงแค่มนุษย์โดดเดี่ยว ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือว่าผิดในสิ่งนั้น ผมคิดว่ามันคงจะดีถ้าพวกเราคิดเกี่ยวกับชีวิตของพวกเราให้มากกว่านี้และหนทางในการใช้ชีวิต


คุณหมายความว่าหนึ่งในห้าของพวกคุณ หมกมุ่นกับวงมากจนเกินไปงั้นเหรอ?
Kyo : ใช่ คุณรู้มั้ย แต่ก่อน เมื่อวง Killswitch Engage มาที่ประเทศญี่ปุ่น คนแต่งเพลงหลักของวงที่
เป็นมือกีต้าร์ชื่ออดัม ดูเหมือนว่าเค้าจะไม่สามารถมาที่ประเทศญี่ปุ่นได้เพราะว่าป่วยหรือว่าได้รับบาดเจ็บนี่ล่ะ ในเวลานั้นผมแปลกใจมากจริงๆ


ทำไมเหรอ?
Kyo : หนึ่งในสมาชิกของวงหายไป แต่ว่าการแสดงก็ยังคงมี นอกจากนั้นแล้วเขายังเป็นคนแต่งเพลงหลักของวง แต่ก่อนน่ะผมตกใจมากจริงๆนะ หลังจากนั้นแล้วผมก็ค้นพบว่าวงดนตรีในต่างประเทศค่อนข้างจะมีอิสระ อย่าง Chino วง Deftones เองก็ยังมีวงถึง 3 วงที่ต่างกันไป


เขาทำงานเดี่ยวและมีโปรเจ็คเล็กๆน้อยๆในเวลาเดียวกันอย่างงั้นเหรอ?
Kyo : ใช่แล้ว มันเหมือนกับ "นี่ก็ด้วย และนั่นก็ด้วย!" ยังไงก็แล้วแต่ ความคิดส่วนตัวของผมในการแสดงออกเรื่องของเสียงมันก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไรนะ (หัวเราะ)  พวกเราก็คิดกันว่าแฟนๆอาจจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า "โปรเจคอื่นๆมันก็เสียงเดียวกันนี่?" แต่สำหรับเขาแล้วก็อาจจะมีเหตุผลส่วนตัวในเรื่องนั้นก็ได้


ดังนั้นคุณจะบอกว่าคุณก็เริ่มที่จะมีสถานการณ์เดียวกัน (แบบเขา) คุณก็เลยเข้าใจเขาอย่างนั้นใช่มั้ย
Kyo : ครับ เขาทำอะไรอย่างตรงไปตรงมาในสิ่งที่เขาต้องการจะทำจริงๆ


คุณกับเขาเหมือนกับอยู่ในสภาพเดียวกันใช่มั้ย
Kyo : ผมคิดว่าอย่างงั้นนะ อะไรก็ตามที่อยากจะทำนอกเหนือจากวงไม่ว่าจะเป็นดนตรีหรือการวาดภาพ มันแตกต่างสำหรับทุกคน แต่จากนั้นแล้วผมมีความรู้สึกที่ดีขึ้นที่พวกเราจะสามารถมีอิสระได้มากกว่านี้ มันเป็นหนทางในการมีชีวิตอยู่ของพวกเรานะ


ใช่ คุณได้พูดไว้ก่อนหน้านั้น แต่ก็ไม่มีข้อจำกัดสำหรับคุณใช่มั้ย ที่สมาชิกคนอื่นๆจะยังคงมีเงื่อนไขในสิ่งที่เรียกว่าวง
Kyo : แต่มันก็เหมือนกับพวกเรา ผมคิดว่าแฟนคลับเองก็มีการวางเงื่อนไขกับวง DIR EN GREY นะ แน่นอนล่ะว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี ผมค่อนข้างรู้สึกของคุณสำหรับสิ่งๆนั้นนะ แต่ว่าผมมีเงื่อนไขเพียงพอแล้ว การรวมสิ่งใหม่ๆ ที่ผมเองก็ยังไม่เคยเห็น ผมอยากให้มันมีการเปลี่ยนแปลง


ผมเข้าใจนะ ผมคิดว่าในตอนจบความปรารถนาจะถูกส่งไปเป็นเหมือนกับ Single ใช่มั้ยล่ะ
Kyo : ผมไม่สามารถจะพูดอย่างนั้นได้หรอก แต่มันกลายเป็นเหมือนโครงสร้างของเพลง พวกเรายังไม่ได้แสดงไลฟ์ ดังนั้นผมไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นยังไง ผมไม่ได้พูดอะไรเลยจริงๆในเรื่องนี้กับสมาชิกคนอื่นๆ ดังนั้นคือผมไม่รู้


ยังไงก็แล้วแต่ เมื่อนิตยสารฉบับนี้ออกวางขาย ก็คงมีการประกาศบอกเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเริ่มคุยเกี่ยวกับวงใหม่ที่คุณเริ่มต้นกันเถอะ
Kyo : อ่าา คือมันเป็นวงที่มีความแตกต่างกันมากเลยทีเดียวนะ (หัวเราะ)



ไม่หรอก ขอร้องล่ะช่วยบอกพวกเราสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ที (หัวเราะ)
Kyo : แต่นี่เป็นบทสัมภาษณ์ที่เกี่ยวกับ DIR EN GREY ดังนั้นผมไม่อยากพูดถึงหรอก


แต่ทุกอย่างมันก็ชัดเจนในปี 2014 ที่คุณทำงานกับวงสองวงในเวลาเดียวกัน คุณแบ่งการทำงานในหัวของคุณยังไงกัน?
Kyo : แต่ผมก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นสองสิ่งที่แยกกันนะ ผมไม่ได้คิดว่านี่เป็น DIR EN GREY นี่ไม่ใช่ DIR EN GREY มันเหมือนกับสองอย่างนี้เป็นสถานที่สำหรับผม ที่ผมจะสามารถแสดงตัวตนได้


คุณต้องการที่จะมีอิสระกับการทำสิ่งเหล่านี้?
Kyo : ใช่ครับ


แล้วตอนนี้มันเป็นยังไงแล้วบ้างล่ะ?
Kyo : ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก การทำงาน การตัดสินใจ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจริงๆ


เกี่ยวกับการทำโปรเจ็คเดี่ยวเหรอ?
Kyo : คุณพูดว่าโปรเจ็คเดี่ยว แต่มันคือวงครับ


คุณรู้สึกเหมือนกับว่าคุณได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่เกี่ยวกับวง ?
Kyo : ความรู้สึกมันเหมือน "อ่า ใช่อย่างนั้นล่ะ" ผมได้ทำงานร่วมกับผู้คนที่มีความแตกต่าง ความรู้สึกมันเหมือนกับ "มันเป็นอย่างนี้สินะ"


เป็นการแสดงออกที่ชัดเจนเลยสินะ (หัวเราะ)
Kyo : ผมไม่เคยแม้แต่จะมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์นะ ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของ DIR EN GREY มานานมากจนถึงตอนนี้ แต่ก่อนหน้านั้น ผมอยู่ในวงเล็กๆหลายวง มันทำให้ผมนึกถึงในช่วงเวลานั้นว่า "ถ้าคนในวงมีความต่างกัน สิ่งต่างๆมันก็จะสำเร็จในวิธีที่ต่างกันด้วย"



ดังนั้นบางสิ่งคือสิ่งใหม่ และบางสิ่งมันคือความอาลัยอาวรณ์
Kyo : ใช่แล้วครับ


และนั่นมันยังเป็นความจริงที่ว่าคุณก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ DIR EN GREY มาอย่างเนิ่นนาน
Kyo : แน่นอนครับ และผมจะดำเนินมันต่อไปให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ผมเองก็ไม่เคยมีโอกาสได้ร้องเพลงในวงที่มีความแตกต่างกันมาก่อน อ่าา จริงๆแล้วครั้งหนึ่งผมเคยถูกเชิญให้ไปร่วมการแสดงในต่างประเทศ (ที่ Kyo ได้ไปร้องเพลงกับวง Apocalyptica ที่เคยได้โพสไว้แล้ว) แต่ว่าในเวลานั้นผมก็มีความคิดเดียวกันที่ว่า "โอ้ มันเป็นอย่างนั้นล่ะ" มันไม่ใช่รูปแบบของวง ผมแค่ร้องเพลงเหมือนกับช่วยนักร้อง ควบคู่ไปกับ Cello


ถ้าพวกเราคิดเกี่ยวกันเรื่องนั้น มันก็เหมือนกับว่าคุณไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นบ่อยๆใช่มั้ยล่ะ?
Kyo : ครับ


ปีที่แล้วผมได้ยินบ่อยเลยนะจากคุณ เหมือนกับว่าคุณต้องการจะมีอิสระมากกว่านี้ คุณไม่ต้องการจะถูกจำกัดเสรีภาพ แต่ในความเป็นจริงจนถึงตอนนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างชัดเจนอย่างนั้นเลย
Kyo : แล้วมันไม่ใช่เหรอ?


มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ว่าคุณต้องการจะจับสิ่งเหล่านั้นไว้ด้วยกันให้แน่นๆเหรอ แต่ผมคิดว่าวงควรจะรวมกันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวระหว่างสมาชิก โดยเฉพาะในระหว่างที่กิจกรรมของวงได้หยุดชะงักไป หลังจากที่ได้ยินจาก Single ใหม่กับสิ่งที่คุณพูดในวันนี้ ผมคิดว่ามันไม่ใช่เลยนะ
Kyo : ผมไม่สนหรอกนะว่าคุณจะมีวิธีการคิดยังไง ผมมีอิสระที่จะทำในสิ่งต่างๆ แน่นอนว่า DIR EN GREY คือความจริงที่เป็นสิ่งที่สำคัญกับผมมากๆไม่เปลี่ยนแปลง ผมจะทำสิ่งเหล่านั้นในแนวทางเดิมของผมก่อนหน้านั้น


งั้นเหรอ แล้วอะไรคือความจำเป็นสำหรับคุณในการทำในแนวทางเดิมก่อนหน้านั้น
Kyo : อืม ผมจะเปรียบเทียบยังไงดี? ยกตัวอย่างนะ ถ้ามีรูเล็กๆปรากฏในส่วนฐานของถ้วยแก้ว น้ำมันก็จะค่อยๆไหลออกไป ถ้วยนั้นทำหน้าที่แทนความสามารถของร่างกายและจิตใจของวง และน้ำในถ้วยก็เป็นเหมือนกับสิ่งที่ผมต้องการจะทำ เป็นสิ่งที่ติดอยู่ข้างในตัวผม จนถึงเดี๋ยวนี้ขนาดของถ้วยมันพอดีกับจำนวนของน้ำในถ้วยแก้ว


เมื่อก่อนหน้านั้น น้ำมันไม่ได้ไหลออกไปไหนจากถ้วยแก้วเลย
Kyo : ใช่แล้วครับ ถ้าผมอยู่ในถ้วยแก้วที่เรียกว่า DIR EN GREY แม้ว่าจะมีหลายสิ่งที่ผมต้องการจะทำ ผมก็รู้สึกเหมือนกับเป็นน้ำที่ไหลออกมาจากรูของถ้วยแก้วนั้น ในทางกลับกันขนาดถ้วยและน้ำมันเท่ากัน แต่เมื่อเร็วๆนี้น้ำมันมีมากกว่าเมื่อก่อนที่เคยมี ผมก็เลยรู้สึกเหมือนว่ามันกำลังทะลักออกมา นั่นทำไมผมถึงได้ต้องการจะถ่ายเทน้ำนั้นก่อนที่จะทะลักไปใส่อีกถ้วยๆหนึ่ง ผมก็แค่ต้องการอธิบาย ถ้าผมเก็บมันไว้เฉยๆมันก็คง...


น้ำมันก็จะทะลักออกมาจากถ้วย
Kyo : มันอาจจะเป็นการเก็บเพื่อเทออกจากถ้วยก็ได้ ผมคิดว่าวันหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างน้ำกับถ้วยอาจจะเปลี่ยน


ผมเข้าใจ ดังนั้นเมื่อพวกเราปิดบังมินิอัลบั้มล่าสุดของคุณ ในพวกคุณทั้งห้าก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน แต่โดยทั่วไปแล้วการพูดคุยของคุณกับวงมันไม่เป็นความสัมพันธ์ที่แย่เหรอ?
Kyo : พวกเรา?


ยังไงก็แล้วแต่คุณก็ยังเดินหน้าทำวงต่อ มันเหมือนกับว่าทุกคนเองก็เปิดเผยความตั้งใจให้เห็นที่จะทำวงต่อ ดังนั้นในท้ายที่สุดมันก็จะเป็นการเดินหน้า ที่เหมือนกับเมื่อครั้งก่อนหน้านั้น
Kyo : สำหรับผมแล้ว ผมรักที่ได้อยู่ในวงนี้ ผมต้องการที่จะอยู่ในวง ถึงผมไม่สามารถจะเล่นเครื่องดนตรีอะไรได้เลย พูดอย่างง่ายๆเลยก็คือ โดยลำพังตัวผมแล้วไม่ได้มีดีอะไรเลย แต่ถึงแม้ว่าผมจะสามารถเล่นดนตรีได้ ผมก็ขอเลือกที่จะอยู่ในวงอยู่ดี


เมื่อตอนที่คุณยังอายุน้อยตอนที่เริ่มทำวง ครั้งแรกเลยที่คุณได้เข้าไปประจำตำแหน่งจริงๆในวง
Kyo : มันเป็นความจริง ที่เหมือนกับว่าจากส่วนหนึ่งตอนนั้นแล้วมันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นั่นเพราะอะไร ผมถึงได้เป็นส่วนหนึ่งของ DIR EN GREY ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ผมคิดว่าสมาชิกทุกคนเองก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน


ครับ
Kyo : ถ้ามันเป็นอย่างนั้น ถึงแม้ว่าคุณจะอดทนกับบางสิ่ง หรือแม้แต่การที่คุณป่วย คุณก็ไม่ต้องการที่จะทำมันต่อเลยอย่างนั้นเหรอ? แน่นอนล่ะมันไม่เหมือนกับว่าคุณจะสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างมีอิสระ แต่เพราะว่ามันคือวงดนตรี และถึงแม้ว่าจะมีใครบางคนอยากจะทำในสิ่งๆหนึ่ง สมาชิกที่เหลือก็จะอดทนทำสิ่งๆนั้นด้วย


นี่เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับวงใช่มั้ย
Kyo : ผมเข้าใจอย่างนั้นนะ ผมคิดว่าวงดนตรีจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และมันเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับผมมาก ที่ผมต้องการจะเดินหน้า DIR EN GREY ต่อไป


******
แปลเสร็จแล้ว ดองมานาน (ปาดเหงื่อ) พยายามจะเคลื่อนไหวบล็อกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้เหลือน้องสาวผู้ใจดีน้องชิน กับ Kana ซังช่วยเท่านั้น ถ้าใครต้องการจะช่วยเราทำบล็อก แปลบล็อก A-Knot ก็ตามหาเราในเฟสได้ (Pichada Namwong) หรือส่งข้อความเข้าไปในแฟนเพจ เราจะติดต่อกลับไปให้เร็วที่สุด ^^ ไว้เจอกันใหม่จ้า 



Popular Posts

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. DIR EN GREY THAILAND FAN CLUB - All Rights Reserved
Template Modify by Creating Website
Proudly powered by Blogger