post:

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Kaoru แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Kaoru แสดงบทความทั้งหมด

Kaoru Dir en grey - Blitz Yokohama

แปล Kaoru’s interview in ongaku to hito May 2013



音楽と人 2013 05




ก่อนอื่นเลยผมอยากจะถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของวงว่าเป็นยังไงบ้างหลังจากที่พวกคุณกลับมาทำงานกันอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว
Kaoru : ผมจำได้ว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับ จริงๆก็ไม่มีอะไรพิเศษนะกับการเริ่มต้นกลับมาทำงานในช่วงนั้น เพราะว่าสมาชิกทุกคนมีความท้าทายกับเหตุการณ์และจิตสำนึกในระดับที่สูง ยกตัวอย่างเช่นว่า ในการประชุมเรื่องทัวร์ ทุกคนจะมีการปะทะและขัดแย้งกันบ้าง อย่างความคิดเห็นเช่นว่า "ฉันต้องการจะแสดงอย่างนี้" แต่เมื่อเร็วๆนี้ทุกคนดูเหมือนจะเป็นแบบว่า "ฉันคิดว่ามันก็โอเค" "แม้ว่าฉันจะไม่สามารถทำมันในทัวร์นี้ได้ แต่ฉันก็จะทำมันในทัวร์ครั้งต่อไป ฉันว่ามันก็โอเคนะ" แต่สิ่งหนึ่งที่คาดหวังไว้ ผมคิดว่าในทัวร์คราวนี้ทุกคนเขาอยากจะทำในสิ่งที่เขาต้องการกัน


คุณทำยังไงเวลาที่สมาชิกในวงเค้ามีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน ?
Kaoru : อืม อย่างเช่นว่า "มาช่วยกันคิดว่าพวกเราจะทำยังไงดี มีวิธีไหนที่พวกเราจะสามารถทำในสิ่งที่พวกเราต้องการได้" (หัวเราะ) "ผมไม่มีส่วนในความคิดเห็นของทุกๆคน แต่ให้ทำบางสิ่งบางอย่างที่มันจะเป็นไปได้" "ถ้าคุณอยากจะทำอย่างนั้น ผมจะหยุด" ไม่ใช่ว่าผมเริ่มโกรธนะ


การทำสิ่งเหล่านั้นมันเป็นเรื่องยากที่จะนำมันมารวมกัน อะไรคือสิ่งที่ทุกคนอยากจะทำ?
Kaoru : พวกเราจะเป็นอย่างนั้นเสมอและนอกจากนี้ ผมคิดว่าการรวมหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่สมาชิกอยากจะทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้มันเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ


การทัวร์ในครั้งนี้จะเป็นยังไงบ้างหลังจากเหตุการณ์การหยุดพักไป คุณสังเกตเห็นอะไรต่างๆที่แตกต่างไปมั้ย กับการตอบสนองของสมาชิก?
Kaoru : ก็ไม่ได้มีอะไรที่ต่างออกไปเป็นพิเศษเพียงแค่พวกเราหยุดพักไป ในการแสดงครั้งแรกของพวกเราในวันที่ 10 ตุลาที่ Shibuya AX ก็มีกังวลเล็กน้อยกับการเล่น มันเป็นครั้งแรกในช่วงนั้น แต่ว่านอกจากนี้มันก็เป็นปกติ ผมรู้สึกเหมือนกับการทัวร์ปกติครับ


-มันแปลกที่จะพูดว่ามันเร็วมาก แต่คุณหมายความว่าเมื่อคุณกลับมาทำงานกันอีกครั้ง คุณก็แค่รู้สึกปกติ มันไม่มีการเชื่อมโยงกับการที่คุณได้พักผ่อนเลยเหรอ?
Kaoru : ผมจะคิดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆก่อนที่ผมจะลงมือทำ แต่เมื่อผมกลับมาทำมัน ผมก็ไม่ได้คิดมากอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้น สำหรับวงที่มีการทัวร์ไปยังที่ต่างๆ การที่เราคิดมากผมว่ามันจะนำไปสู่ความเครียดได้ ผมคิดว่าทุกคนเข้าใจได้จากประสบการณ์ในครั้งนั้นนะ


แล้วการทัวร์ครั้งสุดท้ายที่ Tokyo International Forum hall เป็นยังไงบ้าง?
Kaoru : แม้จะเป็นครั้งสุดท้าย ผมคิดว่ามันเป็นไลฟ์จบที่ดีมาก พวกเราสามารถทำมันได้โดยไม่ต้องใช้จิตวิญญาณของการต่อสู้ เราไม่ได้มีความรู้สึกว่า "เพราะว่ามันเป็นที่สุดท้าย พวกเราจะต้องทำทุกอย่างทั้งหมดที่นี่" ผมคิดว่ามันดีนะที่พวกเราทำมันได้อย่างทัวร์ปกติ แม้ว่าในส่วนหนึ่งของความคิดผมคือผมอยากจะทำมากกว่านี้


-สำหรับผมมันเป็นไลฟ์ที่พิเศษมากๆ เพราะตามปกติแนวทางของวงจะทำในสิ่งต่างๆ และระวังในเรื่องของความน่าเบื่อใช่มั้ย?
Kaoru : อืม ใช่ครับ


-ความเครียดของคุณบนเวทีดูแล้วคุณก็ไม่ได้เบิกบานอะไร แต่ไลฟ์ในวันนั้นเป็นอะไรที่ผ่อนคลายมาก หรือผมอาจจะพูดว่ามันไม่มีบรรยากาศของความตึงเครียดเลย หรือมันอาจเพราะความมีชีวิตชีวามันยังหลงเหลือความประทับใจที่ยิ่งใหญ่ไว้มากเลยทีเดียว
Kaoru : ครับ บรรยากาศของสถานที่จัดไลฟ์นั้นดีมาก ผมรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่มันจะผ่านไปได้อย่างแน่นอน อย่างไลฟ์ในวันนั้นก็เป็นการเชื่อมต่อกับความรู้สึกของ?


วันคริสมาสต์
Kaoru : ฮาๆๆ


ฟังจากคุณพูดในตอนนี้แล้ว ผมคิดว่าไลฟ์ของพวกคุณเป็นไปอย่างชัดเจน เพราะว่าพวกคุณเองก็ไม่ได้ตื่นเต้นสับสนกับการหยุดพักวงและการสิ้นสุดทัวร์
Kaoru : อาจจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าหลังจากที่ไลฟ์ของ Dir en grey ดำเนินต่ออีกครั้ง พวกเราก็มีการเตรียมตัวที่จะปล่อยงานใหม่ของพวกเราออกมา แล้วก็มีการวางแผนทัวร์ต่างๆ และแม้ว่ามันจะเป็นทัวร์สุดท้ายในตอนนั้น พวกเราก็จะให้ความสนใจและตระหนักถึงสิ่งที่พวกเราจะต้องเตรียมตัวสำหรับอนาคต


นั่นคือ "พวกเราจะดำเนินต่อไป" นี่เป็นความรู้สึกที่พวกคุณนำมาใช้กับงานล่าสุดของคุณด้วยใช่มั้ย?
Kaoru : ผมไม่อยากให้คุณมองไปในทางที่ผิด แต่สำหรับสิ่งเล็กๆน้อยๆผมก็คิดว่ามันไม่เป็นไร ผมเริ่มต้นคิดในสิ่งที่มันจะไม่เป็นอะไร  ยังไงก็ตามพวกเขาก็ไม่เป็นไรจริงๆ แน่นอนว่าจะต้องมีส่วนที่ผมหมกมุ่นอยู่กับมัน แต่นอกนั้นมันเหมือนกับจะยังไงก็ได้ ผมมีวิธีการคิดของผม ในท้ายที่สุดมันกลายเป็นว่าผมสามารถที่จะคิดอย่างนั้นได้


คุณหมายความว่ายังไง?
Kaoru : ก็ทำมันง่ายๆ ในท้ายที่สุดแล้วผมสามารถจะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติในแนวทางของผม ในทุกๆเพลง ทุกๆไลฟ์ หรือการให้สัมภาษณ์ ผมสงสัยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำไปแล้วมาจนถึงตอนนี้ ความตั้งใจนั้นมันกลายมาเป็นสิ่งที่ผมสามารถจะทำได้ในแนวทางของผม ยังไงก็ตาม มีบางครั้งที่ผมซึมซับหลายๆสิ่งและยัดเยียดสิ่งเหล่านั้นเข้ามาในตัวเอง หลังจากการแสดงผมคิดว่ามันมากเกินไป แต่ในตอนนี้ผมสามารถจะทำมันให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้


ผมคิดว่า Dir en grey กลับมาแล้วอย่างแน่นอน
Kaoru : ครับ กับการหยุดพัก จริงๆแล้วพวกเราก็เผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่สับสน


คุณหมายความว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป พวกคุณยังทำเพลงได้อย่างปกติ?
Kaoru : ครับ พวกเราทำกันอย่างปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มันยังคงเป็นแบบนี้เสมอ เว้นเสียแต่พวกเราพยายามจะสร้างขอบเขตที่แน่นอนกับสิ่งต่างๆให้ปรากฏออกมา แม้ว่าพวกเราจะไม่รู้ว่าเพลงมันจะออกมาเป็นแบบไหน


สิ่งนั้นไม่ต้องอธิบายออกมา?
Kaoru : พวกเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำพูดอะไรเกี่ยวกับอิมเมจของเพลง แต่ความคิดของทุกคนก็จะรวบรวมอยู่ในนั้น มันเป็นสิ่งที่พวกเราสังเกตได้หลังจากนั้น ตัวอย่างเช่น พูดเกี่ยวกับการรวมเข้าด้วยกัน มันจะเหมือนกับ "อ้่าา มันเป็นอย่างนั้นใช่มั้ยล่ะ" โดยที่ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย


คุณไม่คิดเหรอว่าการที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยมันเป็นปัญหา?
Kaoru : อ่า แต่พวกเราก็ไม่สามารถที่จะโยนกันไปโยนกันมาได้ เพียงแค่ความรู้สึกของพวกเราเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วผมก็ได้พูดคุยกับสมาชิกอยู่ไม่กี่คน (ประมาณว่าคนที่เข้าใจซึ่งกันและกันดีแล้ว โดยไม่ต้องพูดอะไรกันให้มากความ)


คุณหมายความว่าพวกคุณทั้งห้าโยนกันไปโยนกันมาได้ไม่ดีงั้นเหรอ?
Kaoru : อาจจะ เพราะว่าพวกเรามีบางส่วนที่ต้องคำนึงถึง ในสมาชิกทั้งสี่คนถ้ามีใครสักคนที่ดึงทิศทาง และสมาชิกคนอื่นๆก็พยายามดึงทิศทางไปทางตรงข้าม วงพวกเราก็จะประกอบด้วยบางอย่างที่มีความสมดุล



คุณไม่คิดเหรอว่ามันเป็นความสมดุลที่ประกอบไปด้วยอันตราย?
Kaoru : คุณสามารถพูดอย่างนั้นได้เพราะว่ามันน่าสนใจยังไงล่ะ


แต่มันเป็นประเภทความสัมพันธ์ที่น่าเบื่อหน่ายใช่มั้ยล่ะ?
Kaoru : ไม่นะ มันไม่ใช่ในส่วนที่มีความน่าเบื่อหน่าย ในอดีตถ้าพูดตามความจริงมันก็น่าเบื่อล่ะ (หัวเราะ) การตั้งชื่อให้กับอัลบั้มในช่วงเวลานั้นคือ “Withering to death” ฯลฯ ในเวลานั้นบรรยากาศภายในวงยังไม่ได้รับการตัดสินใจอะไร พวกเราคิดกันหลายสิ่งหลายอย่าง ตอนนั้นพวกเรายังแต่งหน้ากันอยู่เลย แต่พวกเราก็ต้องการให้มันกลายเป็นหนักขึ้นและหลบหนีจากความสนุกและบรรยากาศที่มีความสุข และทำให้ไลฟ์มีความรู้สึกที่ตีงเครียดเพิ่มมากขึ้น ยังไงก็ตามแต่พวกเราต่างก็พากันคิดถึงสิ่งนี้มาก สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถรวมเข้ากับการเป็นวงดนตรีได้ แต่ว่ามันก็เป็นเหมือนพลังผลักดันอย่างแรงให้พวกเรานะ


คุณกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดที่มีการเปลี่ยนแปลง?
Kaoru : มันเหมือนกับทุกคนต่างก็มีสิ่งต่างๆที่อยากทำไม่เหมือนกัน ดังนั้นพวกเราจะรวมเข้าด้วยกันให้เป็นอย่างที่วงดนตรีจะสามารถผลิตสิ่งต่างๆได้ยังไงในท้ายที่สุด มันก็ผ่านมาได้ด้วยการทำงานที่หนักและบังคับให้ผู้คนต้องยอมไปตาม แม้ตอนนี้พวกเรายังคงทำแบบนั้นบ้างในบางครั้ง แต่ทุกคนก็สามารถผลักดันขึ้นได้มาก เช่นว่า "ฉันจะออกจากในส่วนของคุณ แต่ฉันจะทำในส่วนนี้" ดังนั้นมันเลยกลายเป็นง่ายมากสำหรับพวกเราที่จะรวบรวมความคิดทั้งหมดเข้าด้วยกัน


ผมจะถามเหมือนกันในแนวทางที่มีใจมุ่นมั่นนี้ แต่ทำไมคุณยังไม่ล้มเลิก?(หัวเราะ)
Kaoru : อืม มันดูเหมือนว่าพวกเราจะล้มเลิกกันใช่มั้ย (หัวเราะ)


ฮาๆๆๆ
Kaoru : มันเป็นความอดทน (หัวเราะ)


ทำไมคุณถึงคิดว่าพวกคุณจะดำเนินวงกันต่อไปโดยไม่มีการล้มเลิกล่ะ?
Kaoru : อ่า ในท้ายที่สุดพวกเราจะคิดว่า อะไรคืดสิ่งที่พวกเราจะสามารถทำได้ด้วยตัวเองพวกเราไม่สามารถทำอะไรได้นอกเหนือจากการเป็นวงดนตรี นั่นคือสิ่งที่ผมคิด ผมคิดว่าทุกคนต่างก็คิดเหมือนกัน ช่วงเวลาที่น่าเบื่อจริงๆกับบรรยากาศที่ภายในวงตึงเครียดกลายเป็นท่วงทำนองที่ให้ชีวิตกับพวกเรา และมวลอากาศของความตึงเครียด ฯลฯ มันก็ดีนะ แต่ด้านหลังเวทีนี่ล่ะที่มันเหนื่อยจริงๆ (หัวเราะ)


เพราะว่าพวกคุณมีความสัมพันธ์ที่น่าเหนื่อยหน่ายในอดีต พวกคุณเลยเป็น Dir en grey อย่างทุกวันนี้ใช่มั้ย?
Kaoru : ถ้าผมคิดเกี่ยวกับมันตอนนี้ก็คือ "พวกเราแค่ทำในสิ่งนี้ มันก็จะเป็นอย่างนี้" อย่างความรู้สึกในความคิดของผมคิดว่า "ไอ้นี่มันโง่!" "อะไรจะเกิดขึ้นถ้าคุณทำลายมันแม้ว่าคุณจะสามารถแสดงชนิดของดนตรีในบรรยากาศที่เป็นแบบนี้ได้ก็เถอะ!"


นั่นมันก็อาจจะ แต่นั่นไม่มีความหมายอะไรที่พวกคุณทั้งห้าจะอยู่ในรถคอนเทนเนอร์ และทำงานเพลงและเขียนเพลงของคุณในปัจจุบัน ทั้งหมดมีความแตกต่างจากตอนนี้หรือเปล่าคุณคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไง?
Kaoru : ผมแน่ใจว่า เราไม่สามารถย้อนกลับไปในเวลานั้นได้ แต่ผมคิดว่าพวกเราไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากตอนนั้น พวกเราไม่ใช่วงที่ออกไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นปกติตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ผมเลยไม่คิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเราจะเปลี่ยนไปมาก มันแค่...ถ้าคุณอยู่ด้วยกันกับใครสักคนที่ใช้เวลามาแล้ว 15 ถึง 16 ปี คุณได้เห็นในด้านของพวกเขาที่คุณไม่อยากจะเห็นใช่มั้ยสิ่งที่คุณไม่สามารถมองเห็นในเวลานี้ ฯลฯ นั่นล่ะความหมาย พวกเรากลายเป็นว่าไม่เข้าไปก้าวก่ายในชีวิตของสมาชิกแต่ละคน ในอดีตพวกเรามีชีวิตที่เป็นส่วนตัว แต่สิ่งเหล่านั้นมันก็เพียงแค่หายไปตามธรรมชาติ


ดังนั้นคุณเลยสร้างระยะห่างระหว่างตัวคุณเอง?
Kaoru : พวกเราค่อนข้างจะสร้างระยะห่าง แต่มันก็กลายเป็นเรื่องที่ไปได้สวย พวกเราเหมือนกับพี่น้องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด ในเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับสมาชิกคนอื่นๆ ผมจะกังวลมาก มันเป็นเรื่องปกติ เมื่อพวกเราอยู่ด้วยกันมันเหมือนกับพวกเราไม่ได้สนใจในสิ่งที่คนอื่นๆทำ มันแค่เหมือนกับเมื่อพวกเราทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกันเป็นวงดนตรี เราจะทำบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจได้อย่างแน่นอน ผมไม่คิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเราจะเปลี่ยนไปมาก


นั่นสินะ ก็อย่างที่คุณพูด คุณคิดว่าอาจจะมีส่วนที่ไม่เปลี่ยน เช่นเดียวกับผมที่คิดว่าวงดนตรีที่อยู่มาได้เป็นเวลานานอย่างนี้จะมีความสัมพันธ์ที่พิเศษมาก
Kaoru : ถ้าคุณพูดอย่างนั้น เพราะว่าพวกเราทั้งหมดเป็นคนที่น่าอึดอัด วงพวกเราไม่มีใครเชี่ยวชาญในเรื่องการเข้าสังคม นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าวงที่มาได้ไกลขนาดนี้เพราะว่าอาจจะมีความน่าสนใจ


ดังนั้นการตั้งค่าต่างหากกับความเป็นจริงในเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่คุณมีร่วมกันมากว่า 16 ปี คุณสามารถทำในสิ่งที่น่าสนใจให้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ?
Kaoru : ใช่ครับ ผมยืนอยู่ในตำแหน่งผู้นำไปก่อนใช่มั้ยแต่ผมก็ไม่ได้ทำมันจริงๆอย่างที่ผู้นำจะทำ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีการทะเลาะกันในวง จากนั้นผมจะรับหน้าที่เป็นใครสักคนที่แสดงความโกรธเล็กน้อย ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ผู้นำจะต้องรับฟังว่าเกิดอะไรขึ้น และให้กำลังใจทุกๆคน แต่ในทางกลับกัน ผมทำเพียงแค่ผลักไสมันออกไป (หัวเราะ)


อย่างนั้นเหรอ ผมไม่คาดคิดเลยนะเนี่ย (หัวเราะ)
Kaoru : ผมเป็นคนประเภทที่คิดว่า "ถ้าพวกเขาคิดทบทวนคนเดียวว่ามันถูกต้องแล้ว หลังจากนั้นพวกเขาจะเข้าใจมันเอง" จริงๆแล้วท่ามกลางสมาชิกแต่ละคน ผมเป็นคนที่ไม่ได้พูดคุยกับทุกคนนะ ดังนั้นบางครั้งผมคิดว่ามันถูกต้องแล้วเหรอ กับการเป็นผู้นำ?


แล้วทำไมคุณถึงผลักไสมันออกไปล่ะ?
Kaoru : ก็คือถ้าผมฟังเรื่องราวต่างๆที่นั่นผมก็จะสามารถเข้าใจมันได้ เช่นเดียวกับ "อ่า ฉันเข้าใจละ" หลังจากนั้นผมจะคิดว่า "อย่าโกรธกันด้วยเรื่องอย่างนี้เลย!"



ผมเห็นด้วยกับคุณนะ (หัวเราะ)
Kaoru : ในความหมายคือ ผมไม่ได้ทำบทบาทหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จลุล่วง ทุกคนต่างคิดและทำหน้าที่ของพวกเขาไป แม้ว่าสมาชิกทั้งหมดจะก้าวเดินด้วยตัวของพวกเขา ดังนั้นถ้าผมไม่ได้โบกธงแล้วพูดว่า "เฮ้! ทางนี้!" พวกเขาคงจะเดินหลงทางไปที่ไหนสักแห่ง อย่างน้อยผมก็ได้ทำมันแล้ว (หัวเราะ)


---

แปลแบบขรุขระไปบ้างขออภัยด้วยนะ 55+มึนๆ ตลกคำตอบสุดท้ายพี่แกมาก ถ้าไม่โบกธงนี่ น้องๆทั้ง 4 คงหายเข้าดงเข้าป่าสินะ 5555+ ยังเหลือแปลอีกสองคน รออ่านกันนะจะพยายาม ^^






NACK5 FM,週刊 lynch. - Guest: Kaoru (Dir en grey)



NACK5 FM, Weekly lynchs Hazuki and special guest Kaoru

สรุปย่อ

นักร้องนำวง Lynchs Hazuki ได้พูดคุยกับ Kaoru จากวง Dir en grey Hazuki บอกว่าเขาค่อนข้างจะกังวลมากเลยทีเดียวและเขาก็ไม่รู้ว่าจะถามอะไร Kaoru ดี และเขายังเล่นมุกตลกอีกว่า Kaoru มาที่นี่เพื่อโปรโมทมินิอัลบั้มใหม่ของ Dir en grey แล้วก็อาจจะช่วยโปรโมทให้กับวง Lynch ของเขาด้วย แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นการพูดคุย พวกเราก็ได้ยินเพลง Adore ของวง Lynch และ Kaoru เหมือนกับจะชมเพลงนี้เมื่อตอนที่ได้ยินด้วย


พวกเขาต่างก็คิดกันว่ามันค่อนข้างจะแปลกเลยทีเดียวสำหรับการพูดกันในครั้งนี้ เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้มาพบกันเพื่อทำงาน ไม่ใช่การไปดื่มหรือการพูดคุยกันธรรมดา พวกเขาพูดถึงอุบัติเหตุเล็กน้อยที่เกิดขึ้นเมื่อคราวก่อน เมื่อ Hazuki ไปจัดรายการในฐานะแขกรับเชิญ และเข้าใจว่าเป็นข้อความจาก Dieซัง และคิดว่านั่นล่ะ Die Dir en grey แต่ว่าไม่ใช่ Die แล้วเขาก็พูดเหมือนกับว่า นั่นไม่ใช่ผมนะ (ไม่แน่ใจว่าจะแปลถูกมั้ยนะ ^^;)


พวกเขาเหมือนกับจะพบกันเมื่อ 8-9 ปีทีแล้ว ก่อนที่ Lynch จะตั้งวงขึ้น Hazuki รู้สึกกลัวมากเมื่อได้พบกับ Kaoru ในครั้งแรก (Kaoru หัวเราะ xD) เขาพบ Dir en grey ที่นาโงย่า และไปยืนอยู่หน้าทุกคนแล้วแนะนำตัวเอง มันเป็นประสบการณ์ที่น่าหวาดกลัวที่สุด แต่ดูเหมือนว่า Kaoru จะจำเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว ^^; Hazuki พูดซ้ำในช่วงต้นรายการที่เขาได้พูดไป โชว์นี้จะกลายเป็นการโปรโมตวง Lynch มากกว่า Dir en grey เพราะว่าผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นแฟน Dir en grey มากกว่าวง Lynch และ Kaoru พูดว่า "ผมไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องจริงหรอก" (Kaoru สุภาพมาก 55+)

ต่อมา Kaoru มีเวลา 1 นาทีในการตอบคำถาม Hazuki ให้เร็วที่สุด
1. เพลงแรกที่เล่น Cover  : เพลง Tero ของวง Zi:Kill
2. เมืองที่เขาอยากจะใช้ชีวิตอยู่ : Okinawa
3. ฮอลที่เขาชอบในการเล่นไลฟ์ : Shinkiba Studio Coast
4. ความปรารถนาที่สุดของคุณคืออะไร....หมดเวลา

เพลง Tero อาจจะเป็นเพลงแรกที่เขาเล่น Cover Hazuki ค่อนข้างจะแปลกใจมากเพราะมันไม่ใช่เพลงทางฝั่งตะวันตก และ Kaoru บอกว่าในเวลานั้นเขาไม่ได้ฟังเพลงทางฝั่งต่างประเทศเลย เขาอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้ายและฟังเพลงของวง Zi:Kill , D’erlanger, Kamaitachi (ครั้งแรก Kaoru พูด Kamachi แล้ว Hazuki ประมาณว่า หา? Kamachi? แต่ Kaoru ก็รีบพูดใหม่ให้ถูกอย่างรวดเร็ว เขาหัวเราะนิดหน่อยที่เขาพูดผิด) 
Kaoru บอกว่าเขาไม่เคยไปทัวร์ที่ Okinawa เลย ในตอนนั้น Dir en grey ยังเป็นอินดี้อยู่...และมันถูกเรียกว่า "แฟนคลับทริป" และพวกเขาจะไปยังที่นั่นที่พวกเขาต้องการจะไปและทำบางอย่างที่พิเศษกัน (ต้องขอโทษด้วยส่วนที่เหลือแปลไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจเท่าไร ^^; Kyo ร้องเพลงของ Kinki kids ที่สนามบิน xDDD ทำไม เมื่อไร ยังไง!!! ไม่รู้!! ใครแปลได้ช่วยแปลหน่อย ฮาๆ) Hazuki ถามว่าในอนาคตจะมีแฟนคลับทริปอีกมั้ย Kaoru บอกว่าคงจะไม่


หลังจากจบเพลง Rinkaku พวกเขาก็เริ่มพูดเกี่ยวกับ The Unraveling ดูเหมือน Hazuki จะชอบเพลง Karma มากและพวกเขาก็หัวเราะ เพราะว่าเพลงในตอนนี้อยู่ในซีดีแล้ว Hazuki เหมือนอยากจะพูดเกี่ยวกับเพลงนี้ และอยากให้ Kaoru พูดถึงเพลงนี้ และในที่สุดเขาก็เลือกที่จะพูดถึง Kaoru บอกว่า Karma เป็นเวอร์ชั่นใหม่ ไม่แตกต่างจากของเดิมมาก จริงๆแล้วเพลงทั้งหมดในซีดีนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากเท่าไร Kiri to mayu เปลี่ยนไปมาก แต่ Kaoru บอกว่าเพลงนี้ไม่ธรรดาเลยทีเดียว เกี่ยวกับเพลง Karma ปรับระดับเสียงให้ต่ำกว่าแต่ก่อน แต่ท่อนซ้ำค่อนข้างจะเหมือนเดิม เพลง Unknown.. despair.. a lost ยังเก็บส่วนที่ไพเราะไว้อยู่ สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมาย แต่ถึงยังไงมันก็เปลี่ยนอยู่ดี (ขอบคุณ Kaoru ที่ให้รายละเอียด ^^;) ท่อนซ้ำเปลี่ยนเล็กน้อย คีย์ไม่ได้เปลี่ยนอะไร 

Hazuki ถามเกี่ยวกับเพลง Unraveling ว่ามันจะเพราะเหมือนกับเพลง Rinkaku หรือมากกว่าซิงเกิ้ลอื่นๆ หรือเปล่า? Kaoru ตอบว่ามันไม่ได้ให้ความรู้สึกของซิงเกิ้ล มันเหมือนกับเพลงๆหนึ่งที่คุณคาดหวังในอัลบั้ม เป็นเพลงที่ฟังง่าย มีส่วนในการร้องเพลงที่มากขึ้นและในส่วนของท่อนตะโกนหลัง จากนั้น Hazuki ก็ถามว่าพวกเขาเลือกเพลงมาปรับปรุงใหม่ยังไง Kaoru บอกว่าพวกเขาจะมองชนิดของเพลงที่พวกเขาเลือกมาทำใหม่จนถึงเดี๋ยวนี้มันก็เป็นพื้นฐานในการที่พวกเขาจะเลือกเพลงต่อไปมาทำ พวกเขาคิดที่จะทำ Karma อยู่แล้วด้วย (แม้ว่าจะไม่มีเสียงจู้จี้ของ Hazuki ^^) และเหตุผลที่เลือก Kasumi มาทำเพราะเห็นว่าแฟนๆยังต่างประเทศไม่มีโอกาสได้ฟังเพลงนี้ในไลฟ์ เขาจึงตัดสินใจเลือกเพลงนี้มาทำด้วย


คำถามต่อมาคือได้ยินเพลงเก่าอีกครั้งก่อนที่จะนำเพลงมาทำใหม่? Kaoru บอกว่ามันขึ้นอยู่กับเพลง บางเพลงเขาเริ่มต้นฟัง แต่ก็ต้องหยุดกลางคันเพราะว่าเขาทนมันไม่ได้ (ฮาๆ) Hazuki บอกว่านี่คือสิ่งที่เขาเข้าใจดีทีเดียว เพลงบางเพลงมันค่อนข้างทำให้รู้สึกอาย และยังมีเพลงที่เหมือนกับ the final ที่ Kaoru ไม่ได้กลับไปฟังอีกครั้ง แต่เขายังคงจำเพลงนี้ได้ดี

แล้วก็พูดกันเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆของไลฟ์ Kaoru มีแฟนคลับที่เป็นผู้ชายที่ Shinkiba studio coast ด้วยนิดหน่อยนั่นเพราะอะไรเขาถึงได้ชอบที่นั่น หลังจากนั้นก็ถามเกี่ยวกับกำหนดการทัวร์ใหม่ (tabula rasa) แต่ว่าพวกเขายังไม่ได้ตัดสินใจอะไร 

Kaoru เลยถาม Hazuki ว่าชอบ set list แบบไหน Hazuki เลยตอบประมาณว่า "ผมเหรอ? ผมชอบที่จะเล่นเพลงเวอร์ชั่นใหม่ของเพลงเก่า ผู้ชมสามารถที่จะเปรียบเทียบได้ทันที" Kaoru หัวเราะแล้วพูดว่า "อ่า..นั่นมันค่อนข้างน่ากลัวเลยทีเดียวนะใช่มั้ย?" Hazuki คิดว่าแฟนเพลงจะมีความสุขกับสิ่งนั้น แต่ว่าสมาชิกในวงนี่สิไม่ตลกด้วยเลย

Hazuki ขออนุญาตมาไลฟ์ของ Dir en grey ในไลฟ์ต่อไป และแน่นอนว่าได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และในตอนท้าย Kaoru พูดประมาณว่า "อา...มันเป็นเรื่องแปลกใช่มั้ย?" และ Hazuki ก็เห็นด้วยที่ว่ามันแปลก เนื่องจากปกติแล้วพวกเขาจะไปดื่มแล้วออกไปเที่ยวกันบ้างบางครั้งบางคราว โดยไม่ได้ทำงานกันแบบนี้ 

^^

จบแล้ว ผิดพลาดตรงไหนขออภัยด้วยนะ ขอบคุณทาโกะกับมาซาโกะซังเช่นเดิมค่ะ ;_; 

Kaoru in Tsukaguchi


by Demonxpd, Baskasama

Zappy No. 52 June 2001


ในเวลานี้ Kaoru จะมาพูดเกี่ยวกับงาน part time และสถานที่ที่คิดถึง เรียกว่า "Tsukaguchi" ดูเหมือนว่า Kaoru จะมีเรื่องราวและประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับที่แห่งนี้



เพื่อนของผมที่โรงเรียนส่วนใหญ่ก็มาจาก Tsukaguchi ผมอยู่ที่นี่ทุกวัน มีบางเวลาที่ผมไม่ได้ทำงานพิเศษและ ผมไม่อยากเจอกับคุณพ่อของผม เพราะว่าพ่อของผมจะขี้บ่นมาก ตั้งแต่ช่วงเย็นมาผมก็เลยจะไปอยู่กับเพื่อน ผมไม่อยากจะทำอะไรเลยจริงๆ ก็เพียงแค่พูดคุยกันจากนั้นก็กลับบ้าน ผมไม่มีงานพิเศษทำ แล้วผมก็ไม่ได้ร่ำรวย ผมอยู่รอดในแต่ละวันด้วยบุหรี่และกระป๋องกาแฟ และบางครั้งรุ่นพี่ก็พาผมออกไปเลี้ยงบ้าง มันเป็นความทรงจำที่ดีนะ (หัวเราะ)


ผมไม่ได้ทำงานที่ Sunsuntown นะ (ห้างสรรพสินค้าด้านหน้าสถานี Tsukaguchi) แต่ผมยืนแจกใบปลิวโฆษณา และทำงานอื่นๆแถวๆนั้นล่ะ ผมทำงานใน**เทเรคุระคลับ ตอนนั้นผมน่าจะ 19 หรือ 20 หนึ่งในงานของผมก็คือแจกทิชชู่ หรือชูป้ายโฆษณา มีตอนที่ผมถูกจับด้วย ผมยืนถือป้ายในช่วงดึก และผมก็ได้ยินเสียงไซเรนเมื่อผมหันไปรอบๆ ผมก็คิดว่า "แย่ละตำรวจมา!"  รถตำรวจมาจอดอยู่ข้างหลังผมนี่เอง  และทุกคนก็ถูกจับอยู่ในรถแล้วรอแค่ผม  ผมถูกลากไปที่สถานีตำรวจ แล้วพวกเขาดูเหมือนจะมีเวลาว่างเยอะนะ มีประมาณ 10 กว่าคนที่เข้ามาและถามผมด้วยคำถามเดิมๆเช่น ชื่ออะไร อายุเท่าไร ผมก็บอกว่า "ผมบอกคุณไปแล้ว" "ผมไม่อยากได้ยินและพูดมันอีก" นั่นล่ะมันเป็นงานพิเศษ ที่พวกเราเรียกว่าความรับผิดชอบ เขาโกรธผมแล้วก็หาย ผมเป็นพนักงานต้อนรับ มันฟังดูดีแต่ก็ไม่มีอะไรให้ทำมากมาย ผมจะอ่านหนังสือ หรือดูทีวีไปกับอาหาร แต่ว่าผมไม่อยากจะออกไปข้างนอกเท่าไร เพราะว่าผมอยู่คนเดียว และผมก็จะสั่งอาหารประเภทแคลอรี่สูงมากิน มันยากที่จะเคลื่อนย้ายร่างกายไปไหนมาไหน ตอนนั้นผมน่ะค่อนข้างอ้วนเลยล่ะ

งานพิเศษแรกของผมในระหว่าง high school คือที่ร้านทาโกยากิ  มันอยู่ข้างใน Nishinomiya's Daiei ชั้้นอาหาร เพื่อนของผมก็ทำงานที่นั่นด้วย ในโรงเรียนผมน่ะเป็นโรงเรียนชายล้วน เวลารับออเดอร์ก็เพื่อเจอผู้หญิงอย่างนั้นล่ะ (หัวเราะ) แต่มันเหมือนร้านไอศกรีมและเพื่อนของผมก็ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูสดชื่นให้เหมาะกับผู้หญิงมากขึ้น แต่ว่าร้านทาโกยากิมันก็ล้มเหลว ไม่ได้รับความนิยม

หลังจากนั้น ผมก็ไปเป็นพนักงานขายที่ Koushien Stadium ตอนนั้นอยู่ในช่วงฤดูร้อน ผมเป็นคนขายเบียร์ แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะเรียกซื้อจากพนักงานแก่ๆไม่ก็ผู้หญิงสาวมากกว่าเรียกผู้ชาย อากาศร้อนมากๆ แล้วผมก็ขายไม่ได้มากเท่าไร คอของผมแห้งมาก ผมก็เลยนึกว่า  "ลองแอบดื่มเองดีไหมเนี้ย?" ถึงรู้ว่าอาจจะโดนจับได้ก็เถอะ ยังไงก็ตามถ้าพวกคุณทำมาถึง 3 วันติดต่อกันแล้ววันสุดท้ายเป็นวันจ่าย มันก็หยุดไม่ได้หรอกครับ

ผมเคยทำงานในโรงงานผลิตรถเก็บขยะ ช่วงแรกๆผมทำส่วนที่เป็นที่นั่งคนขับ หลังจากนั้นก็เป็นส่วนที่ไว้เก็บกองขยะ แล้วก็ประกอบเข้ากับตัวรถโดยการหมุนต่อของแต่ละชิ้น และสุดท้ายคือการโยงสาย  การโยงสายไฟเป็นสิ่งที่ผมทำสะส่วนใหญ่ เพราะว่าผมถนัดมากที่สุด  ผมดูกระจุกเป็นยวงเลยดูเหนื่อยสักนิดน่ะครับ สายจะต้องถูกโยงจากข้างหลัง ส่วนของข้างหน้าก็ต้องรัดเก็บให้เรียบร้อย ต้องห้ามยาวเกินหรือสั้นเกิน ผมน่ะถนัดเรื่องจัดระเบียบให้เรียบร้อยน่ะ ก็เลยทำออกมาได้เป๊ะๆ มันรู้สึกดีนะ เอ๊ะผมพูดอะไรออกไปเนี่ย(หัวเราะ)

หลังจากนั้นก็เป็นงานที่แตกต่างด้านกายภาพมาก เรียกว่า Araiya คืองานเก็บกวาดหลังจากการก่อสร้างเสร็จพวกอาคารหรือสิ่งต่างๆที่ถูกสร้างขึ้น เหมือนกับการทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อยู่บนพื้น ผมได้รับหน้าที่ที่ชัดเจน แต่ถ้าเปรียบเทียบแล้วมันใหญ่มากจริงๆ ประมาณโตเกียวโดมได้ ผมสงสัยว่าเมื่อไรมันจะเสร็จ? มันเป็นงานที่มีความแม่นยำมาก ถ้ามีที่ไหนสกปรกแม้แต่นิดเดียว พวกเราจะทำความสะอาดขนาดมีคน8คนทำงานใน 1 วัน มันก็เห็นกันชัดๆอยู่แล้ว  พออีกวันนึงผมไปทำงานมันก็กลับมาสกปรกอีก! ทั้งๆที่ผมทำไปแล้วชัดๆ บ้าบออะไรกันเนี้ย! แต่สุดท้ายผมก็ลาออกกลางคัน (หัวเราะ)




**เทเลคุระ ชื่อเรียกของ "คลับโทรศัพท์" เป็นระบบหาคู่ทางโทรศัพที่เริ่มขึ้นที่ญี่ปุ่น ช่วงแรกของระบบคลับโทรศัพท์นี้ เริ่มแพร่หลายในกลางปี 1990 ลูกค้าผู้ชายจะยอมจ่ายเพื่อเข้าในบูทที่มีโทรศัพท์ โทรศัพท์จะมีสายเข้าจากผู้หญิงที่ต้องการจะเดท หรืออีกนัยนึงคือรู้กันอยู่แล้วว่าจะนำไปสู่เรื่องเซ็กส์ คลับนี้เป็นการขายตัวที่อยู่นอกเหนือกฎหมายของญี่ปุ่นที่จะควบคุม

ในคลับยุคใหม่ ลูกค้าจ่ายเงินหลังจากที่ได้รับเบอร์ของผู้หญิงที่สมัครมาทางเว็บไซต์ ลูกค้าจะเป็นคนนัดหมายกับฝ่ายหญิงผู้ร่วมการทดลองของ Enjo kosai ส่วนมากมักใช้ประโยชจากบริการนี้



(เข้าใจแล้วทำไมพี่คาโอรุเคยถูกจับ เกี่ยวข้องกันอย่างนี้นี่เอง วะฮะๆๆๆ ส่วน Enjo ถ้าเปรียบกับบ้านเราแล้วก็อาจจะเปรียบได้กับเสี่ยที่เลี้ยงต้อยเด็กนั่นล่ะมั้งนะ 55+ แต่ทางผู้หญิงเองก็มีสิทธิในการเรียกคู่ที่จะไปxxด้วยนั่นล่ะ )

DIR EN GREY LINE 2012/11/14

ผมหวังว่าใครก็ตามที่รู้สึกแย่ก่อนดูไลฟ์ของพวกเรา ถ้าดูจบแล้วกลับบ้านไปก็ขอให้รู้สึกดีขึ้น


Kaoru

(Quote from MINERVA -rinkaku-)

Popular Posts

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. DIR EN GREY THAILAND FAN CLUB - All Rights Reserved
Template Modify by Creating Website
Proudly powered by Blogger