post:

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Die แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Die แสดงบทความทั้งหมด

แปล Die x Yutaka Higuchi BUCK-TICK


音楽と人 2013 05



BUCK-TICK樋口豊×DIR EN GREYDie





เป็นที่รู้กันว่า Die ให้ความนับถือวง BUCK-TICK มาก เขาร่วมเล่นเพลง ICONOCLASM ไปกับวง D’ERLANGER อย่างสนุกสนานบนเวที BUCK-TICK FEST 2012 PARADISE เมื่อปีที่แล้ว และยังอยู่ในความทรงจำของพวกเราไม่จางหาย บทสนทนาระหว่าง Die และมือเบสวง BUCK- TICK Yutaka Higuchi บุคคลที่มักจะไปดื่มด้วยกันเสมอ พวกเขาจะมาพูดเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกัน และความเคารพของพวกเขาซึ่งมีให้กันและกัน

Yutaka : เมื่อไรนะที่พวกเราเจอกันครั้งแรก

Die : สถานที่ดื่มสักแห่ง

Yutaka : ใช่แล้ว เรื่องนั้นไม่ต้องสงสัยเลย (หัวเราะ)

Die : แต่ว่านั่นมันก็ 10 ปีมาแล้วนะครับ

Yutaka : เริ่มแรกเลยคือ มีคนที่ผมรู้จักใน Osaka ที่เค้ารู้จัก Dir en grey ผมได้ยินเค้าพูดว่า  "วันก่อนสมาชิกในวงพูดเกี่ยวกับวง BUCK-TICK ด้วย"

Interviewer : ครับ

Yutaka : หลังจากนั้น เมื่อผมได้เข้าไปในบาร์ลึกๆที่ Osaka ผมก็ได้เห็นโปสเตอร์ของ BUCK-TICK บนผนัง แล้วก็มีข้อความเขียนว่า "ครั้งต่อไป กรุณามาดื่มด้วยกัน (กับพวกเรา)" เขียนโดย Toshiya (หัวเราะ)

Die : ฮาๆๆ อ้อมค้อมนิดหน่อยใช่มั้ยล่ะ? (หัวเราะ)

Interview : นี่เป็นช่วงเวลาของข้อความ (หัวเราะ)

Yutaka : หลังจากนั้นมาพวกเราก็มาเจอกันที่บาร์ใน Tokyo บทสนทนาก็ประมาณว่า "โอ้! คุณคือคนในรูปโปสเตอร์!" จากนั้นพวกเราก็กลายมาเป็นสนิทกัน

Die : ครับ มันก็เป็นอย่างนั้นล่ะ

Yutaka : ตอนนั้น Die เมามากเลยนะ (หัวเราะ)

Die : อืม...ถ้าพูดเกี่ยวกับตัวผม วันนั้นผมยังจำไม่ได้เลยว่าทำไมผมเมามากขนาดนั้น ผมไปเพื่อพบกับวง BUCK-TICK ที่ผมอยากเจอมานาน ผมให้ทุกคนเป็นพยานกับภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายนั้น ผมคิดว่าทุกคนคงจะมีความประทับใจที่แย่มากๆเกี่ยวกับตัวผม

Yutaka : ไม่ๆ เรื่องแบบนั้นมันเกิดขึ้นได้ตลอดอยู่แล้ว และในเวลาต่อมาที่พวกเราเจอกัน  คุณก็ไม่มาดื่มต่อหน้าผมเลย (หัวเราะ)

Die : นั่นมันเพราะหลังจากที่ผมได้แสดงพฤติกรรมที่น่าอับอายอย่างนั้นไปน่ะสิครับ

Interviewer : คุณเข้มงวดกับการลำดับความสัมพันธ์มากเลยนะ (หัวเราะ)

Die : ผมรู้สึกเสียใจกับเรื่องนั้นมากครับ เพราะผมคิดวาการที่พวกเราจะได้เจอกันอีกมันเป็นเรื่องที่ยาก

Yutaka : มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก ตั้งแต่นั้นมาพวกเราก็ออกไปดื่มกันบ่อยๆเมื่อ Die ว่าง แต่ว่า Dir en grey ก็ยุ่งมากๆ...

Die : นั่นไม่จริงเลย แต่มันเป็นเรื่องยากที่ตารางงานของพวกเราจะตรงกัน

Yutaka : พูดเลยว่านั่นไม่เป็นความจริง!! นั่นมัน...

Interviewer : บทสนทนานี้เหมือนกับหญิงวัยกลางคนใน Osaka คุยกันเลย (หัวเราะ)

Yutaka : ดังนั้นผมจึงไปเที่ยวที่บ้านของ Die ครับ

Interviewer : รุ่นพี่ไปบ้านรุ่นน้อง (หัวเราะ) เอาล่ะ ผมคิดว่าตอนนี้ผู้อ่านก็เข้าใจได้แล้วว่าพวกคุณสองคนสนิทกันมาก คุณ Yutaka ช่วยบอกเกี่ยวกับความประทับใจแรกของคุณที่ได้ฟังเพลง Dir en grey ,ไปดูไลฟ์ Dir en grey ฯลฯ 

Yutaka : ครั้งแรกที่ผมได้ไปดูไลฟ์พวกเขาที่ Club citta ผมคิดว่าน่าจะประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ผมได้ยินข่าวลือด้วยนะ แต่ผมคิดว่า "พวกเขาเป็นวงที่ใจดี"

Die : คุณหมายความว่ายังไงที่ว่า "วงที่ใจดี"? (หัวเราะ)

Yutaka : แฟนๆต่างพากันกรีดร้องเสียงดัง และถ้าให้พูดบางอย่างในฐานะนักดนตรี คอร์ดปรับให้อยู่ในระดับต่ำมาก การปรับเสียงให้ต่ำ มันน่าทึ่งมากนะ ผมคิดว่าคุณสามารถปรับมันให้ต่ำได้จริงๆเหรอ (หัวเราะ)

Die : ในปัจจุบันพวกเราเล่นคอร์ดที่ต่ำกว่าช่วงเวลานั้นมากครับ

Interviewer : แล้วคุณล่ะ Die คุณได้ฟังเพลงของ BUCK-TICK ครั้งแรกเมื่อไร?

Die : ในช่วงม.ต้น ก่อนที่ผมจะเริ่มเล่นดนตรีกับวง มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่าไร แต่ครั้งแรกที่ผมได้ยินคือเมื่อผมยืม 「悪の華」(aku no hana) จากเพื่อนมาฟัง ผมคิดว่า "อืม...พวกเขาช่างมืดมน..." (หัวเราะ) 

Yutaka : ฮาๆๆๆๆ

Die : ปกซีดีก็เป็นสีดำด้วย  ดังนั้นผมเลยคิดว่าพวกเขาดูมืดมน (หัวเราะ) ในเวลานั้นผมยังเป็นแค่นักเรียนม.ต้น ที่ฟังเพลงของไอดอล มันน่ากลัวที่จะฟังนะ ผมดูเหมือนจะถูกดึงเข้าไปในโลกที่ไม่ดีด้วยสิ

Interviewer : คนๆนี้นี่ยังไงกัน คนมีรอยสักพูดอย่างนี้เหรอเนี่ย? (หัวเราะ)

Die : ยังไงก็ตาม ความประทับใจของผมที่มีกับพวกเขาก็คือความมืดมนนี่ล่ะครับ

Yutaka : กรุณาอย่าพูดคำว่ามืดมนเลย (หัวเราะ)

Die : ตั้งแต่นั้นผมก็เริ่มชอบดนตรี จากอัลบั้มแรกนั้นที่ผมได้ฟังทั้งหมดครับ

Interview: คุณได้รับการจูงใจจากเพื่อนมากเลยใช่มั้ยครับ?

Die :ใช่แล้วครับ เมื่อผมได้สังเกตจากการที่ผมได้เป็นแฟนแล้วมันเหมือนกับ กีต้าร์ริฟฟ์ BUCK-TICK ริฟฟ์! อ่า ใช่แล้ว ให้ผมได้เล่นด้วยสักหน่อยเถอะ! มันเหมือนกับว่าขณะที่ผมทำมันผมเริ่มที่จะหลงตัวเอง

Yutaka : ผมมีความสุขมากเลยนะ

Interviewer: ถึงแม้ว่าพวกคุณจะมีความแตกต่างที่ว่าคนหนึ่งเล่นกีต้าร์ และอีกคนเล่นเบส ผมรู้สึกว่าหน้าที่ภายในวงของพวกคุณก็มีความคล้ายคลึงกัน

Yutaka : ผมคิดว่าใช่ครับ

Interviewer: Die ไปปาร์ตี้หลังจากที่ BUCK-TICK ทัวร์เสร็จเมื่อวานนี้ด้วยใช่มั้ย?

Yutaka : คืนนั้นผมเงียบมาก

Die : คืนนั้นคุณกลับบ้านเร็วด้วยใช่มั้ยครับ Yutaka? (หัวเราะ)

Yutaka : เมื่อผมคิดเกี่ยวกับว่ามันครบรอบมานานกีปีแล้ว ผมก็หมดแรงไปเลย (หัวเราะ)

Interviewer : เวลานั้นที่ Atsushi เปิดสวิตท์และเป็นครั้งแรกเมื่อนานมาแล้วที่ดื่มกันตั้งแต่ 9 โมงเช้า หลังจากปาร์ตี้ระหว่าง Atsushi และ Hidehiko ชายหนุ่มผมแดงยาวที่ดื่มแอลกอฮอล์

Die: ฮาๆๆ พวกเราร้องคาราโอเกะกัน

Interviewer : คุณถูกบังคับให้ร้องเพลงเหรอ? แต่ว่าภาพของ Dir en grey เป็นแบบไม่ยอมรับสิ่งนั้นนะ แต่นั่นก็อาจจะเป็นประเภทของวงดนตรี ผมไม่แน่ใจว่า Yutaka ที่พักอยู่ก็เหมือนกับทำหน้าที่ด้วยการเป็นโฆษก

Die : เมื่อก่อนนี้พวกเราให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ แต่เหมือนกับว่า "พวกเราไม่สามารถปล่อยแนวคิดของวงเกี่ยวกับความหายนะออกไปได้" แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในวงมันก็มีความชัดเจนขึ้น ผมคิดว่าแต่ละคนก็มีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไป ขอบเขตที่ดำเนินต่อไปอย่างนั้นดูเหมือนจะมีผลกระทบกับวงเป็นอย่างมาก

Interviewer : โดยเฉพาะ Yutaka ในตอนนี้ระหว่างเล่นไลฟ์คุณทำท่าทางน่ารักอย่างเช่นการส่งจูบ ฯลฯ แต่เมื่อครั้งแรกเริ่มของ BUCK-TICK ระหว่างไลฟ์คุณจะยืนนิ่งเล่นเบสไม่แสดงความรู้สึกอะไรเลย

Yutaka: นั่นไม่เหมือนกันเหรอ? ผมเคยพูดเรื่องนี้กับ Atsushi แต่บางครั้งผมคิดว่ามันคงดีสำหรับผมที่จะหยุดนิ่งอยู่เฉยๆ และไม่แสดงท่าทางอะไร อย่างเช่นว่า ฉันเพียงแค่ทำอย่างนั้นในแบบของฉันแล้วฉันจะไม่มีความเสียใจ วิธีการที่ผมแสดงตัวตน และการเข้าไปให้ลึกกับการทำผลงานเพลง ถ้าสิ่งที่ผมทำมันเกินความสามารถทางร่างกายและจิตใจของผม แม้ว่ามันจะดีหรือถ้ามันจะล้มเหลว ผมก็คงจะเหนื่อยใช่มั้ยล่ะ? ยิ่งกว่านั้นแล้วแฟนๆจะเข้าใจวงดนตรีได้มากกว่าพวกเรา

Die : ผมเข้าใจครับ

Yutaka : ไม่สำคัญว่าคุณจะพยายามอย่างมากที่จะทำตัวให้เจ๋งยังไง คุณก็จะค้นพบมันใช่มั้ยล่ะ? (หัวเราะ) ดังนั้นผมคิดว่า มันจะไม่ดีกว่าเหรอถ้าแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมาอย่างที่ผมต้องการ นั่นเพราะอะไรที่ผมค่อยๆเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองทีละน้อย

Interviewer: คุณทำมันด้วยวิธีง่ายๆอย่างนั้นเหรอ?

Yutaka : มันค่อนข้างจะง่าย คุณกลายเป็นว่าสามารถมองเห็นคนอื่นๆทำได้ดีกว่า ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องทะนุถนอมมันไว้ เช่นเดียวกับเมื่อคุณเริ่มต้นบางสิ่งมันจะกลายเป็นง่ายที่จะก้าวหน้าต่อไปข้างหน้า

Die : ใช่ครับ คุณไม่สามารถจะก้าวต่อไปได้ ถ้าคุณปิดกั้นตัวคุณด้วยอิมเมจที่คุณสร้าง ส่วนหนึ่งของผมก็กลัวนิดหน่อยเช่นว่า พวกเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงจากนี้เป็นต้นไปได้มั้ย

Interview : เหมือนกับว่า ถ้าพวกเราไม่มีทางเลือกที่จะทำสิ่งนั้นต่อไปกับรูปแบบนี้ได้?

Die : ครับ ผมคิดว่าผมจะต้องทำลายบางสิ่งไป

Interviewer : คุณคิดว่ายังไงบ้าง Yutaka จากการมองไปข้างหน้าของรุ่นพี่

Yutaka : ผมไม่ได้พูดอย่างคนที่อวดดีนะ แต่ว่า Dir en grey ก็ดูจะยุ่งกันจริงๆ ดังนั้น...ตั้งแต่ที่ดื่มกันระหว่างนั้นที่ Die จะพูดบางอย่างว่า "พวกเราจะไปทัวร์ในอเมริกาตั้งแต่วันพรุ่งนี้แล้ว" ทั้งหมดนั่นมันก็เป็นเรื่องปกตินะ

Die : ผมมักจะขึ้นเครื่องบินไปอย่างนั้นและเริ่มเดินทางไปทัวร์กับอาการเมาค้าง

Yutaka : "ผมไปอย่างนั้น" นั่นน่าชมเชยนะ ในกรณีแบบนี้ผมคงจะนั่งหรือนอนอย่างสบายๆไม่ได้หรอกเว้นแต่ว่าจะจัดของสามวันเสร็จแล้ว

Die : ก็แค่นี้ล่ะครับ เพราะว่าเวลานั้นผมเมามาก คือในหนึ่งปีพวกเรามีสองทัวร์ในอเมริกา และในยุโรป ทัวร์ที่สามในญี่ปุ่น และระหว่างที่อยู่ญี่ปุ่นนั้นพวกเราก็จะบันทึกเสียง นอกจากนั้นเมื่อพวกเราอยู่ใน Tokyo พวกเราก็อยู่ในสตูดิโอเสมอ หรือทำเพลงกัน ดังนั้นพวกเราเลยไม่มีวันหยุดจริงๆกันเลย

Yutaka : เมื่อคนอย่างนั้นมีเวลาว่างเมื่อไร คุณจะไม่พูดออกมาจริงๆว่า "ไปดื่มกันเถอะ" ใช่มั้ย? (หัวเราะ)

Die : แต่ BUCK-TICK เองก็มีช่วงเวลาอย่างนั้นด้วยใช่มั้ยครับ?

Yutaka : ใช่ ครั้งหนึ่งพวกเราถูกบอกว่า "เราต้องการให้เซ็นการ์ดเพิ่มสำรองเก็บไว้ ดังนั้นกรุณาด้วยครับ"  และพวกเราต้องส่งงานให้เขา 5,000 แผ่น

Die : เอ๊ะ!!!! นั่นมันจะต้องใช่เวลาทั้งวันเลยใช่มั้ย?

Yutaka : พวกเราขยันพอที่จะทำได้ 3,000 แผ่น หลังจากนั้นก็ตัดสินใจที่จะกลับไปพักผ่อนที่บ้านและทำมันต่อเหมือนกับการบ้าน และเมื่อพวกเราเซ็นเพิ่มให้พวกเขาเสร็จแล้ว เนื่องจากพวกเราต้องบันทึกเสียงในสตูดิโอระหว่างนั้นพวกเราก็ทำงานกันล่าช้า และในท้ายที่สุดพวกเราก็สายกันไปจนจบ (หัวเราะ)

Interviewer : ฮาๆๆ ดูเหมือนว่าสมาชิกของ BUCK TICK ดูจะใกล้ชิดกับงานปาร์ตี้นะ คุณคิดว่ายังไง Die กับความต่างระหว่าง BUCK TICK และวง Dir en grey ?

Yutaka : พวกเราออกไปได้ง่ายกว่า แล้วก็ผ่อนคลายใช่มั้ย?

Die : ไม่ๆ แต่ผมคิดว่าสมาชิกแต่ละคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี ผมคิดว่าอย่างคุณ Yutaka เองก็ให้ความสนใจกับความต้องการของสมาชิกคนอื่นๆ มันอาจจะเขียนออกมาไม่ได้ แต่เมื่อคุณไปทัวร์กันที่ Hokkaido และเพราะว่าคุณ Hisashi ไม่ชอบเครื่องบิน คุณก็เลยขึ้นรถไฟไปพร้อมกับเขา

Interviewer : เป็นเรื่องราวที่รู้กันดี นั่นมันไม่เป็นไรใช่มั้ย (หัวเราะ)

Yutaka : เพราะว่าผมไปโดยรถไฟและผมก็เลยกลับบ้านพร้อมกับเขา (หัวเราะ)

Die : ไปเป็นเพื่อนเขากลับบ้าน ผมรู้สึกได้ว่านั่นค่อนข้างเป็นความใจดีนะ

Interviewer : นั่นเป็นความใจดีใช่มั้ย

Yutaka: (หัวเราะ)

Die : เมื่อพวกเราทำเพลงกัน พวกเราทั้งห้าจะมีวิธีการสร้างภาพของคนทั้งห้า ดังนั้นมันเลยเป็นเรื่องที่คลุมเครือ หลังจากครั้งแรกที่มีความคิดกันอย่างสะเปะสะป่ะแล้ว พวกเราก็จะค้นพบกับบางความคิดเห็นที่มีร่วมกัน

Interviewer : นั่นมันยากมากเลยนะ

Die : ครับ มันยากมาก (หัวเราะ) เพราะว่าพวกเราไม่มีการพูดคุยกัน พวกเราสงสัยกันว่าแต่ละคนคิดอะไรกันอยู่ และก็จะอ่านความคิดของกันและกัน 

Yutaka : นั่นเป็นความรู้สึกเครียดที่ทำให้คุณมีพลังที่แสดงออกมาในไลฟ์?

Interviewer : นั่นไม่ทำให้คุณเหนื่อยเลยเหรอ?

Die : เมื่อพวกเราทั้งห้าคนรวมกันแล้วความรู้สึกมันต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยนะครับ ไม่มีความผ่อนคลาย มันเหมือนกับว่า "ฉันมาเจอกับวงในวันนี้ ดังนั้นฉันจะต้องมีสมาธิกับตัวเอง" แต่มันก็ดีไม่ใช่เหรอ?

Interviewer : ดูเหมือนว่าในวง BUCK-TICK เองก็จะมีนักแต่งเพลงสองคนและทิศทางที่จะไปซึ่งทุกคนก็เข้าใจกันได้ดี

Yutaka : ครับ ผมคิดว่าทั้ง Hisashi และ Hide ก็มีความรู้สึกไปในทางเดียวกัน พี่ชายที่เล่นกลอง ตัวผมที่เล่นเบส และ Atsushi ที่ร้องเพลง มันเป็นอย่างนั้นแน่นอน ดังนั้นมันเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาทำ และภาพของพวกเราก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

Die : นั่นมันแตกต่างจากพวกผมเลย พวกเราทำเพลงในแนวทางที่ว่า "โยนสิ่งต่างๆไปรอบๆ เก็บส่วนที่ผิดรูปผิดร่างไว้ และคิดการจัดระบบทั้งหมดให้ดีที่สุดในตอนท้าย"

Interviewer : คุณชื่นชมวงดนตรีที่ยังดำเนินอยู่เป็นเวลานานอย่างวง BUCK-TICK ใช่มั้ย?

Die : ครับ แต่ผมคิดว่า BUCK-TICK ไม่เหมือนกับตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะอยู่ด้วยกันไปจนถึง 25 ปี แต่เมื่อมาสังเกตเห็นมันก็ผ่านไปแล้ว 25 ปี สำหรับพวกผมตั้งไว้มากกว่า 20 ปี พวกเรายังอยากจะทำลายอุปสรรคที่อยู่ข้างหน้าพวกเราต่อไปเรื่อยๆ หรือมันอาจจะไม่มีปีที่ 17 แต่ผมก็หวังว่ามันจะมีปีที่ 20 หรือปีที่ 25 เหตุผลที่ทำให้ผมคิดแบบนี้ได้คงเพราะว่าวง BUCK-TICK พวกเขายังทำให้ผมคิดว่า พวกเรายังเป็นเด็ก และเป็นแรงจูงใจให้กับวงดนตรีครับ

Yutaka : ไม่ ไม่เลย (บิดตัวไปมา)

Interviewer : ฮาๆๆๆ ทำไมคุณถึงดีใจล่ะ

Yutaka : ไม่ใช่ครับ เพราะว่า Die มาปรากฏตัวในงานเทศกาลเพื่อพวกเรา ผมรู้สึกดีใจจริงๆครับ

Interviewer : เพราะว่าคุณเป็นพี่ใหญ่ของเขาใช่มั้ยล่ะ?

Yutaka : เพราะว่า Die เป็นคนดีจริงๆครับ

Die : คนดี !?! 



----




 ฮาๆ พี่น้องคู่นี้น่ารักจริงๆ 

- แปลผิดพลาดตรงไหนขออภัยด้วยนะคะ :)

DIR EN GREY interview at Download Festival 2013

แปล Die’s interview in Ongaku to hito May 2013



音楽と人 2013年 05月






- ก่อนอื่นเลยผมอยากจะถามคุณว่าในระหว่างที่หยุดพัก คุณจำได้มั้ยว่าคุณทำอะไรบ้างใน 1 ปีที่ผ่านมา
Die : ใน 1 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าผมก็อยู่ในสตูดิโอตลอดนะ


- คุณรู้สึกยังไงบ้างในช่วงเวลานั้น ถึงแม้ว่าคุณจะทำงานต่างๆในสตูดิโอไป แต่กิจกรรมของวงก็ต้องหยุดลงและคุณก็ยังไม่รู้อีกว่าในอนาคตมันจะเป็นยังไง
Die : ตอนนี้ผมก็สบายดีนะ พวกเราสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้ แต่ในเวลานั้นผมคิดว่าในเร็วๆนี้ หรือต่อจากนี้ไป สิ่งเหล่านี้มันอาจจะเกิดขึ้นได้อีกครั้งกับ Kyo และอาจจะด้วยเวลาเมื่อพวกเราต้องหยุดอีกครั้ง สมาชิกคนอื่นๆ ก็มีอายุมากขึ้น ร่างกายก็เปลี่ยนแปลง ฯลฯ  มันอาจจะไม่ดีเท่าไรนะ ผมคิดในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษเลยล่ะ


- คุณหมายความว่าจนถึงเดียวนี้ วงก็ยังดำเนินต่อไปด้วยความรู้สึกเช่นนี้เหรอ
Die : ตั้งแต่ที่ตารางงานของวงเต็ม พวกเราก็จะทำงานกับตารางงานนั้นที่ต้องยืดออกไปนานกว่า 1 ปี แต่เมื่อทุกอย่างมันหยุดกระทันหัน มันเหมือนกับว่าความรู้สึกเหล่านั้นก็เข้ามาถึงพวกเรา


- เมื่อตารางงานของคุณถูกล้างออกไป มันเหมือนกับว่าจะทำให้คุณรู้สึกลำบากใจ?
Die : ครับ เมื่อพวกเรารู้สึกลำบากใจมันเหมือนกับว่าทำอะไรไม่ได้เลย ยังไงก็ตามแต่พวกเราก็รอการกลับมาของ Kyo พวกเราไม่ต้องการสร้างบรรยากาศที่เกี่ยวกับความวิตกกังวลกับ Kyo พวกเราต้องการสร้างบรรยากาศให้เหมือนว่า "พวกเรายังเป็นปกติเสมอ! ดังนั้นเมื่อคุณดีขึ้นแล้ว ไม่ว่าเมื่อไรก็ตามพวกเราก็จะเริ่มดำเนินงานต่อไป" ดังนั้นพวกเราจะไม่ตัดกำลังใจสูงสุดของพวกเราออกจากหัวใจ


- ช่วงที่วงหยุดพักนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะได้ทำอะไรอย่างอื่นที่นอกจากนี้ใช่มั้ย?
Die : มีครั้งหนึ่งที่ผมแยกตัวออกจากวง และดนตรี ฯลฯ และทำในสิ่งปกติที่ผมไม่สามารถทำได้ และพยายามทำในสิ่งที่ผมชอบ นอกจากนี้ผมก็ยังไปดูไลฟ์ของวงต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมคิดว่าบนเวทีมันเป็นสถานที่ที่พิเศษมาก จนถึงเดี๋ยวนี้ การเล่นกีต้าร์ในทุกๆวันมันเป็นสิ่งที่ผมทำอย่างแน่นอนชัดเจน แม้แต่ตอนที่พวกเราไปต่างประเทศระยะห่างระหว่างตัวผมและกีต้าร์อยู่ใกล้กันมากๆ สิ่งที่ผมเริ่มสังเกตเห็นจากสิ่งนั้นคือ ชีวิตกลายเป็นเหมือนกับบางสิ่งที่เราได้อยู่ใกล้ในทุกๆวัน ในความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านั้นมันจะมีความพิเศษเพิ่มมากขึ้น


- ผมคิดว่าความรู้สึกของการมีชีวิตอยู่ในขณะนี้ ทุกๆวันมันเป็นที่สิ่งที่แปลกนะ (หัวเราะ)
Die : ก็ใช่ครับ (หัวเราะ)


- ยังไงก็ตามการไปทัวร์ต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่เข้มงวดใช่มั้ย
Die : บางสถานการณ์มันก็แย่เหมือนกัน


- มันทำให้ผมคิดว่า คุณทำหน้าที่ดีแล้ว เช่นเดียวกันว่าผมรู้สึกชื่นชมคุณในสิ่งที่คุณทำมาอย่างต่อเนื่องจนถึงตอนนี้โดยไม่มีการหยุด
Die : ผมยังมีความรู้สึกในทางเดียวกันว่า การที่วงต้องหยุดลงเมื่อปีที่แล้วมันเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ต้องขอบคุณที่ทำให้ผมสามารถมองมาที่ตัวเอง และวง ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น เพลง Rinkaku ก็ยังคงทำอยู่ มันเป็นเพลงที่น่าประหลาดใจมากจริงๆ มันเกิดขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์แม้ว่าจะไม่มีกำหนดตารางงานอะไรเลย


- คุณคิดว่าเพลงนั้นมันเกิดขึ้นเพราะจังหวะเวลานั้นเหรอ?
Die : ใช่ครับ ชนิดของเพลงก็เป็นเพลงที่ปกติ ไม่มีใครพยายามที่จะแนะนำอะไร เป็นคอร์ดเมเจอร์มาตรฐาน เป็นเพลงที่ทำขึ้นเพิ่มเติมช่องว่างในอัลบั้มให้เต็ม แต่ในเวลานั้น มันเป็นเพลงที่ Kyo ได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง  มันเลยกลายเป็นเหมือนการทดลองวิธีต่างๆ และขจัดข้อผิดพลาดออกไป


- เมื่อผมได้ยินอย่างนี้แล้ว ผมคิดว่า Dir en grey เป็นวงที่ตรงไปตรงมาจริงๆ
Die : ใช่แล้วครับ (หัวเราะ)


- มันเป็นเพลงที่ไร้ที่ติ เหมาะกับนักร้องที่พึ่งรักษาตัวและกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง มันทำให้แฟนๆมีความสุขมาก ผมคิดว่าแฟนๆคงปลื้มใจที่จะได้ยินเสียง Kyo ร้องเพลงอีกครั้ง พวกคุณเป็นวงแบบไหนกันแน่นะ (หัวเราะ)
Die : ผมไม่รู้ว่าพวกเราเป็นแบบไหน (หัวเราะ) เพลงนี้คงจะไม่ได้เกิดถ้าไม่มีเหตุการณ์หยุดพัก


- ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปีที่แล้ว ผมมีความรู้สึกว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนไป หลังจากที่พวกคุณหยุดพัก
Die : มีบางสิ่งแตกต่างไป?


- ใช่ ผมรู้สึกได้จากการดูไลฟ์ที่ Tokyo international forum hall คุณคิดว่ามีบางส่วนในวงเปลี่ยนไปบ้างไหม?
Die : ผมสงสัยว่าอะไรมันเปลี่ยนไป ยังไงก็ตามสมมติว่าพวกเราเปลี่ยน พวกเราจะมองดูเหมือนไม่เปลี่ยน หรือพวกเราอาจจะยังไม่ได้เปลี่ยน แม้ว่าพวกเราจะหยุดพัก เมื่อทัวร์เริ่มขึ้น ผมรู้สึกว่าพวกเราเริ่มจะกลับมาเป็นตัวตนเก่าของพวกเรา ดังนั้นผมรู้สึกว่าจริงๆแล้วพวกเราไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย


- คุณไม่หวังให้บางอย่างมันเปลี่ยนแปลงบ้างเหรอ? บางอย่างที่เกี่ยวกับสมาชิกในวง
Die :  เกี่ยวกับสมาชิกในวง ? อืม...ผมคิดว่า ผมไม่ต้องการอะไรในพื้นที่นั้นนะ แม้ว่าจะถูกบังคับให้ต้องโต้ตอบ และถูกพูดเหมือนกับว่า "จากนี้ไปช่วยทำอย่างนี้ด้วยนะ" หัวใจของพวกเราคงจะเคลื่อนที่ไปอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้


- ทำไมเป็นงั้นล่ะ?
Die : ยกตัวอย่าง ถ้าผมคิดว่า "ถ้ามีสิ่งที่เป็นเช่นนั้น ผมก็อยากที่จะก้าวต่อไป" ถ้าทุกคนคิดในสิ่งเดียวกัน หลังจากนั้นวงก็จะก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นธรรมชาติในทิศทางเดียวกัน และทำในสิ่งที่จะทำให้วงพวกเราแข็งแกร่ง


- คุณหมายความว่ามันดีกว่าที่จะไม่มีการพูดคุยกัน?
Die : ใช่ครับ ครั้งแรกที่พวกเราไปทัวร์กันที่ยุโรป บรรยากาศภายในวงมันไม่ค่อยดีเท่าไร เมื่อพวกเราปรากฏตัวในเทศกาลที่ยุโรป พวกเราไม่มีปฏิกิริยาต่ออะไรเลย จนถึงตอนนี้ผมมาคิดว่า "พวกเราทำมันค่อนข้างดีใช่มั้ย?" แต่เมื่อถึงเวลาต้องไปยืนบนเวที พวกเราไม่ได้สร้างความประทับใจอะไรเลย "อ่าา เหมือนกับว่าเราพ่ายแพ้ให้กับโลกใบนี้" "พวกเราต้องรวมกันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวมากกว่านี้ ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันยังไม่ดีเท่าไร" ผมคิดว่าทุกๆคนก็คงคิดเหมือนกันในตอนที่พวกเราอยู่บนเวที แต่พวกเราก็ไม่พูดถึงกันในเรื่องนี้เลย แต่ว่าวงของเราก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ตอนนั้น


- อีกอย่างก็คือ ไม่มีการพูดถึงในสิ่งที่สำคัญ เพราะทุกคนคิดในสิ่งเดียวกัน
Die : ใช่แล้วครับ


- แต่คุณไม่คิดเหรอว่ามันคงจะเร็วกว่าถ้ามีการพูดคุยกันบ้าง?
Die : จริงๆมันก็ใช่ครับ แต่ก็อย่างว่าล่ะ มันคือการทัวร์ต่างประเทศ ฯลฯ มันเป็นช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยอย่างเหลือเชื่อเลยล่ะ จริงๆแล้วมันก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจเท่าไร แต่ถ้าผมบ่นออกไปว่า "ฉันเหนื่อย" หรือ "ฉันพอแล้ว" บรรยากาศมันก็เหมือนกับว่า "คุณแพ้!" ดังนั้นผมเลยไม่พูดมันออกไป แม้ว่าใครบางคนจะพูดเเกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่สมาชิกในวงก็เหมือนกับ "ทุกคนมีความรู้สึกว่ามันน่าเหนื่อยหน่ายมาก" ดังนั้นเลยไม่มีใครพูดอะไรออกไป


- มันคือการต่อสู้กับความบากบั่น?
Die : ครับ พวกเราไม่มีทางเลือก แต่พวกเราก็ปกปิดมันไว้ในหัวใจของพวกเรา


- กับสิ่งนั้น ในปัจจุบันนี้กับสมาชิกคนอื่นๆมันกลายเป็นความจำเป็นที่น่าเบื่อใช่มั้ย?
Die : ใช่ พวกเราไม่มีทางเลือกแต่ก็ได้ตัดสินใจไปแล้วด้วยตัวของพวกเราเอง พวกเราไม่มีทางเลือกแต่ก็จะปล่อยให้มันอยู่ภายในพวกเรา ในกรณีของผมคือจะออกไปดื่มและสนุกสนานกับสิ่งเหล่านั้น


 -ดังนั้นการบังคับตัวเองให้บากบั่นมันก็เหมือนกับสิ่งที่เชื่อมโยงกับวงให้พัฒนาด้วย
Die: ครับ ผมก็คิดกับตัวเองอย่างนั้น


-  ได้ยินอย่างนี้แล้วผมว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากลัวเลยล่ะ
Die : ฮาๆๆๆ ใช่มั้ยล่ะ


- ผมคิดว่าวงของพวกคุณมีความสัมพันธ์กันแบบค่อนข้างเสี่ยงนะ
 Die : ใช่ครับ แต่พวกเราทั้งหมด Dir en grey ก็น่าจะเป็นวงที่แข็งแกร่ง ในความคิดวง Dir en grey จะเป็นวงแบบนั้น ยกตัวอย่างว่า ถ้าพวกเราได้รับความรำคาญจากสมาชิกในวงคนอื่นๆ พวกเราจะคิดเหมือนกับว่า "ไม่ๆ วงเราจะไม่เคลื่อนที่ไปแบบนี้ พวกเราจะพยายามไม่คิดอย่างนั้น" ดังนั้นการพูดในสิ่งแย่ๆ พวกเราจะพยายามไม่พูดและไม่มองกลับไปในอดีตของสมาชิกแต่ละคน หรือขัดแย้งกันเอง ผมไม่รู้ว่าวงพวกเราเป็นอย่างนั้นหรือไม่ แต่ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่พวกเราทำกันครับ


- ผมได้ยินมากขึ้นเกี่ยวกับความเหนื่อยหน่ายของพวกคุณ มันเหมือนกับความสัมพันธ์ของพวกคุณด้วยใช่มั้ย ผมคิดว่าคุณทำมันได้ดีมากจริงๆล่ะที่ดำเนินมาได้เป็นเวลานานขนาดนี้
Die : ครับ ใช่มั้ยล่ะ



- แต่ถ้าให้พูดกันตรงๆ คุณก็อยากที่จะให้วงมีหนทางที่จะผ่อนคลายได้มากกว่านี้
Die : ครับ โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมอยากจะทำในสิ่งที่ค่อยๆก้าวไปช้าๆ เช่นเดียวกันคือผมก็อยากจะสับเปลี่ยนทำในสิ่งที่ผมทำมันได้อย่างถูกต้องไปทีละอย่าง ถ้าผมไม่ได้มีชีวิตอย่างนั้น ในทุกๆวันมันก็คงจะเป็นอะไรที่ปกติซ้ำแล้วซ้ำเล่า และผมอาจจะสูญเสียแรงจูงใจของผมเองด้วยครับ


- แต่ว่า Dir en grey ไม่ได้เป็นวงที่มีการสับเปลี่ยนอย่างนั้นใช่มั้ย (หัวเราะ)
Die : ฮาๆๆๆ ครับ ผมก็แค่พูดให้มันดีแค่นั้นล่ะ


- แต่คุณก็มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น และไม่รู้ว่าวงจะหยุดอีกเมื่อไร
Die : ใช่ครับ


- แม้ว่าคุณจะทำสิ่งเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความจริง?
Die : อ่า แต่ผมคิดว่า "ฉันไม่รู้ว่ามันจะจบเมื่อไร" มันไม่ใช่ว่า "ฉันหวังจะให้มันดำเนินต่อไป" ในท้ายที่สุดก็แค่ดำเนินต่อไป และผมว่ามันจะดำเนินอย่างนั้นตลอดไป


- ดังนั้นคุณไม่ได้ทำอะไรเลยเพื่อให้แน่ใจว่าวงจะดำเนินต่อไปได้
Die : ครับ ไลฟ์ต่อไป ทัวร์ครั้งต่อไป การปล่อยงานครั้งต่อไป ยังไงก็ตามมันเป็นสิ่งที่จะเกิดในไม่ช้า พวกเราไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นยังไง แต่ถ้าพวกเราไม่เผชิญหน้ากับอนาคตพวกเราก็ไม่สามารถจะมองเห็นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป ก็แค่ทำมันไป ทำไปอีก 20 ปี ผมคิดว่ามันก็อาจจะดีนะ


- คุณหมายความว่าคุณคาดหวังอย่างนั้น แต่ Dir en grey ไม่มีปุ่มเปิดปิดสวิตท์ใช่มั้ย (หัวเราะ)
Die : ใช่ครับ (หัวเราะ) ผมคิดว่าผมต้องการสิ่งที่มีค่าในแต่ละไลฟ์ และในแต่ละผลงานไปทีละอย่างนะ


 -แต่ผมรู้สึกได้ถึงอนาคตของวงเมื่อผมได้ดูไลฟ์ที่ Tokyo International Forum Hall และผมก็ยังได้ฟังผลงานใหม่ของพวกคุณ คุณอาจจะไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงเมื่อไร แต่วงของพวกคุณจะมีวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน มันให้ความรู้สึกว่าวงจะยังดำเนินต่อไป
Die: ก็ใช่ครับ


 -คุณคิดว่าอัลบั้มนี้เป็นยังไง?
Die: อัลบั้มล่าสุดของพวกเราเหรอ?……. ผมรู้สึกว่าพวกเราแสดงตัวตนในสิ่งที่พวกเราสามารถทำได้ในปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา  และการต่อสู้ของพวกเราในปัจจุบัน พวกเราไม่ได้มีท่าทีเหมือนกับว่าจะโจมตีอะไร พวกเราแค่ค้นหาและโชว์อาวุธใหม่ของพวกเรา นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องการ ดังนั้นมันจะเป็นยังไงล่ะ


- ใช่ ถ้าไม่ได้รู้สึกเหมือนสิ่งประดิษฐ์บางอย่างก็คือคุณไม่ได้เล็งเป้าหมายไปที่อะไรเลย ถ้าพูดมากกว่านี้มันก็คงเหมือนว่า "พวกเราทำเพลงขึ้นมาและมันจะปรากฏออกมาเอง"
Die: ครับ ทำมันง่ายๆอารมณ์ก็จะออกมาเป็นอย่างนั้นล่ะ


 - นี่มันเป็นเรื่องตายตัว หรือว่าธรรมชาติล่ะ
Die : แน่นอนครับว่ามันเป็นธรรมชาติ ที่ผมคิดอย่างนั้นเพราะว่าพวกเราสามารถทำมันได้ในเวลานี้ มันเหมือนว่าก่อนหน้านี้พวกเราทำมันด้วยความไม่เข้าใจ มีหลายสิ่งในตัวพวกเราที่พวกเรายังบกพร่องในขั้นตอนการทำอัลบั้มใหม่ ดังนั้นเมื่อมีสิ่งที่พวกเราทำได้ พวกเราคิดว่าอยากจะแสดงตัวตนของเราให้ออกมาได้อย่างเหมาะสม


- เหมือนกับว่าปัจจุบันของพวกเราเป็นอย่างนี้?
Die : ครับ ใช่แล้ว อย่างวิธีการที่พวกเราปรับปรุงเพลงใหม่ก็เหมือนกัน มันไม่ใช่การฝืนบังคับให้ "ทำมันอย่างนี้" มันเป็นเพียงแค่ "ถ้าพวกเราในปัจจุบันทำเพลงเหล่านี้ มันจะออกมาเป็นยังไงนะ?"


- มันเป็นธรรมชาติ
Die : ผมรู้สึกอย่างนั้น ประเภทของวงที่คุณมองไม่ได้มีส่วนอะไรนะ มันคือธรรมชาติ (หัวเราะ)



やかん・ダイ・学#13 2013/03/01: summary, part 1


Die on niconico 2013/03/01:  summary, part 1

พอดีส่งข้อความไปให้คุณ takowasara ช่วยแปล ขอบคุณมากๆเลยที่ช่วยแปลมาให้ละฮาๆ Thank you sooo much ^^

credit คลิปจาก http://deg-europe.tumblr.com/ เจ้าเก่าจ้า



 วันนี้ spondsor คือ Spark เป็นร้านที่ตั้งอยู่ในฮาวาย เจ้าของคือ Iwata Masashi (http://www.sparkhawaii.com/index.html) พวกเขาขายเสื้อผ้าที่ออกแบบเอง และยังมีสไตล์แนววินเทจด้วย ยะกังพึ่งกลับมาจากฮาวายเมื่อวานนี้ ใบหน้าเขาคล้ำลงนิดหน่อยด้วย Die บอกว่ายะกังดูสดชื่นขึ้น ยะกังเล่าเกี่ยวกับโรงงานชีสเค้กที่มีชื่อเสียงที่ Kalakaua ถนนในฮาวายที่ถูกไฟไหม้ไปเมื่อเร็วๆนี้ ยะกังเลยเล่นมุกไปว่า เป็นโรงงานชีสเค้กอบ (เพราะความร้อนจากไฟไหม้เลยได้อบชีสไป) ยะกังไปที่นั่นและทานชีสเค้ก และดูเหมือนว่าพวกเขาจะกู้โรงงานคืนจากไฟไหม้ได้ ยะกังก็เล่นมุกอีกกับ yakisoba ยะกังถาม Die ถึงสิ่งที่กินไป Die บอกว่าเขากิน 'Choko Choko' ในบางครั้ง แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเขากินอะไรในช่วงนี้

 มีเสื้อผ้าจาก spark มาแจกสำหรับผู้ชนะ สำหรับผู้หญิง 1 ตัวและ ผู้ชาย 1 ตัว ยะกังพูดถึง Yon sama (นักแสดงชายที่มีชื่อเสียงของเกาหลีที่แสดงเรื่อง Winter sonata) คนที่ไปร้าน spark ค่อนข้างบ่อย เขามีร้านกาแฟในฮาวายคือ “Gorilla in the cafe” ตอนที่ยะกังไปที่นั่น เขามองเห็นรายการประมาณ 400 กว่ารายการได้ ผู้หญิงญี่ปุ่นที่เข้าร่วมใน Coffee-tour จะได้รับการรินกาแฟจาก Yon sama (ถ้าต้องการเข้าร่วมเชิญ https://hanryu-iace.jp/HawaiiCafe201301 :P) และ Die ถามประมาณว่า "พวกเขามากันเพื่อสิ่งนั้น แค่นั้นน่ะเหรอ?" ยะกังตอบว่า "ใช่ เขาจะวางถ้วยกาแฟของเขาให้" Die ถาม"แบบเป็นการส่วนตัว?" "ใช่ แล้วเขาก็จะถ่ายรูปร่วมกัน ไม่ใช่แค่ถ่ายคนต่อคน แต่ถ่ายแบบเป็นกรุ๊ป" เขากับ Yon sama ยังคงติดต่อกัน ยะกังบอกว่า ที่จอดรถของ Yon ถัดไปจากร้าน spark และเมื่อเขาไปยังร้านกาแฟของเขา ผู้หญิงมีอายุจะซื้อของที่นั่นค่อนข้างเยอะ จะมีเสื้อสุนัขพุดเดิ้ลด้วย ถ้าคุณไม่รู้จัก (เหมือนอย่าง Die) และคุณ Iwata เจ้าของห้องเสื้อ spark ก็ดูรายการนี้จากฮาวายด้วย ถ้าคุณอยากจะชนะเพื่อให้ได้เสื้อ อย่าลืมส่งข้อความมาด้วยว่าคุณอยากได้เสื้อของผู้หญิง หรือผู้ชาย ยะกังบอกอีกว่ามีศิลปินหลายท่านที่สวมเสื้อจากที่นี่อย่างเช่นเขา Die และ Yon sama และยะกังก็เล่นมุกตลกว่าคุณ Iwata บอกว่าถ้าใครที่อยากได้ปฏิทินของทางร้านก็ให้สวมเสื้อของ spark หรืออะไรบางอย่างไม่แน่ใจ เพราะ Die หัวเราะเสียงดังมาก ไม่ได้ยินเสียงยะกัง ^^; ในตอนนั้น Die ถูกถามว่ากาแฟอะไรที่ต้องการได้รับการเทจากเขา (คิดว่าคงจาก Yon sam =A=) และเขาตอบว่า กาแฟดำ ยะกังคิดว่ากาแฟดำมันขม

ในภาษาญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกับคำว่า "เผ็ด" (karai) และพวกเขาก็พูดถึงแกงเผ็ด Die บอกว่าระบบเผาผลาญในร่างกายของเขาไม่ดีเท่าไร นั่นเพราะอะไรที่เหงื่อของเขาไม่ค่อยออก ยะกังถามว่าถ้าเหงื่อไม่ออกในระหว่างไลฟ์ Die อธิบายว่า เขาจะมีพัดลมเป่าเขาเสมอในระหว่างไลฟ์ ยะกังถามว่าทำไมมือกีต้าร์มักจะมีพัดลมเป่าเสมอ Die บอกว่ามีหลายคนที่ทำอย่างนั้น ยะกังยกตัวอย่างมือกีต้าร์ของไมเคิล แจ๊คสันที่เป็นผู้หญิง ก็ยังมีพัดลมเป่าเช่นกัน Die บอกว่าที่ต้องใช้เพราะว่าในไลฟ์มันร้อนมาก และเขาคงจะทนยืนไม่ไหว

จากนั้น Die ก็อธิบายต่อว่าถ้าพัดลมเป่าตรงหน้าเขาตรงๆหน้าและปากของเขาจะแห้ง เขาถึงได้ใช้พัดลมเป่าจากทางด้านล่างเป่าร่างกายของเขาแทน (แล้วก็โชว์ท่าทางให้ยะกังดู) นั่นแหละเขาถึงได้ไม่มีเหงื่อออกระหว่างไลฟ์มากเท่าไร Die เสริมอีกว่าโดยทั่วไปแล้วเหงื่อเขาจะไม่ออกมาเพราะว่าระบบเผาพลาญของเขาไม่ดี ยะกังเลยบอกว่า "การเผาผลาญของคุณแย่จริงๆ" Die เลยตอบว่า "ใช่ มันแย่มากจริงๆ" ยะกังถาม Die ว่าที่ Die ไม่ได้เล่นกีฬาอะไรเลยเพราะอย่างงั้นหรือเปล่า แต่ Die ทำ ยะกังถามว่า เคยพยายามที่จะไปเข้าค่ายทหารมั้ย Die บอกว่านั่นเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก ยะกังบอกว่าถ้าเริ่มฝึก/ประชุมหนึ่งครั้งก็ราวๆ 40 นาทีได้ และ Die บอกว่านั่นมันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเขา Die จับแขนของเขาดูว่ามีกล้ามเนื้อมั้ย แต่ก็ไม่มีอะไร เพราะว่าระบบเผาผลาญอาหารเขาของแย่และเขาจะกินเผ็ดมากไม่ได้ด้วย

ยะกังถามว่าทำยังไง Die ถึงได้รักษารูปร่างให้ดูดีได้  Die ไม่ได้บอกความลับของเขา แต่เขาบอกว่า Tommy (Dynamite Tommy ผู้ก่อตั้ง free-will) ส่ง Die ไปวิ่งที่ชายหาด ถ้าเขาน้ำหนักเพิ่ม เขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ไปทัวร์ได้ (หวังว่าคงแปลไม่ผิด) แน่นอนล่ะว่านั่นมันคือเรื่องโจ๊ก แต่ Die เพิ่มเติมว่าในอดีตก็มีเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ใช่ที่ชายหาด แต่เป็นตอนระหว่างกินซูชิ Die ไม่สามารถกินอาหารดิบได้ ไม่ใช่ว่าเขาแพ้อาหาร แต่เพราะว่าเขาทนกลิ่นของปลาในปากเขาไม่ไหว และกลืนไม่ลง เขาเล่าว่าตอนเขาไปกินกับ Tommy และเขาบังคับให้ Die กินซูชิ Die บอกว่าเขาไม่มีทางจะปฎิเสธว่า "ไม่" กับ Tommy ได้เลย มันเหมือนความรู้สึกถูกบังคับให้ต้องกิน (เป็นปกติของคนญี่ปุ่นที่รุ่นพี่หรือคนที่อาวุโสกว่าบอกแล้วจะปฏิเสธไม่ได้) เขาเลยกลืนมันลงไปกับเบียร์ นั่นเลยไม่มีข้อเสียอะไรกับวง  ยะกังเลยเล่าเรื่องที่ครั้งหนึ่งเขาก็เคยถูกบังคับให้ดื่ม และเขาไม่สามารถตอบปฎิเสธได้ด้วยฐานะของเขา และเขาไม่ชอบดื่มเลยเพราะว่าเขาไม่ชอบรสชาติของมัน


และตอนนี้ก็เข้าสู่เรื่องที่จะพูดคุยกัน หัวข้อทั้งหมดที่ออกในทีวีเมื่อเร็วๆนี้ ข่าวที่ทุกคนสนใจ Die เลือกข่าว "WBC" (world baseball classic) จากบอร์ด พวกเขาทั้งหมดเห็นด้วยว่าอยากจะให้ญี่ปุ่นชนะได้เป็นแชมป์ (พวกเขาได้เป็นแชม์เมื่อปี 2006 และปี 2009) Die พูดประมาณว่า ใช่ล่ะ แต่ว่าพวกเขาไม่ได้ชนะเสมอไป มันเหมือนกับต้องมีโชคด้วย และเขาไม่แน่ใจว่าเวลานี้ทีมจะโชคดีเหมือนในอดีตที่ได้แชมป์มั้ย ยะกังเลยเล่นตลกว่า เขาแน่ในเลยว่า Shinya ไม่รู้จัก WBC และ Die ก็ตอบว่า ใช่ล่ะ เขาไม่รู้ ^^


จากนั้นพวกเขาก็พูดเกี่ยวกับ Sazae-san การ์ตูนในทีวี นอกจากนี้พวกเขาก็พูดถึง “Chibi maruko chan” แต่ว่า Die ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร (จำชื่อสมาชิกในครอบครัวของเรื่องนี้ไม่ได้) แต่เขาคิดว่าสองซีรีย์เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับครอบครัว


หัวข้อต่อมา Die เลือกเรื่องที่สมาชิกในวง AKB48 (มินามิจัง)โกนหัวเพื่อสำนึกผิดที่ไปออกเดทและค้างกับผู้ชาย (มันเป็นกฏเหล็กที่ว่าสมาชิกในวงห้ามออกเดทและมีแฟน) เธอโกนหัวเพื่อโชว์ว่าเธอรู้สึกสำนึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นลงยูทูป Die บอกว่ามันเหมือนกับว่างท่าไปอย่างนั้น แต่มันไม่ได้มาจากความเสียใจจริงๆ  ยะกังบอกพวกเราเกี่ยวกับงานแฟชั่นโชว์ที่เขาได้ไปร่วม เขาเดินต่อหลังจากชาวต่างชาติที่สูง 180 บน catwalk ในเสื้อผ้าชุดเดียวกัน (ฮาๆๆ) (ยะกังเตี้ยมาก) และดีไซด์เนอร์บอกว่าถ้าโกนผมออกจะดีมาก ดังนั้นยะกังจึงโกนผมออก และเมื่อเขามาออกรายการ เขาได้รับคำถามว่า "คุณทำอะไรผิดงั้นเหรอ?/ คุณทำอะไรไม่ดีลงไปใช่มั้ย?" เพราะในสมัยโบราณประเทศญี่ปุ่น คนที่ทำผิดร้ายแรงจะโกนผมพวกเขาออกเพราะแสดงถึงความเสียใจในสิ่งที่พวกเขาทำลงไป (หรือบางครั้งก็เข้าวัด เฉพาะผู้หญิง) เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เลยทำให้นึกไปถึงเรื่องนี้


ยะกังถามว่า ถ้าใครสักคนในวงขอร้องให้โกนผมของเขาเพื่อสำนึกผิดในความผิดของเขา Die พูดประมาณว่า ถ้าใครสักคนทำผิดพลาดจริงๆ ทุกคนจะโกนหัว (ไม่แน่ใจเพราะพูดไปแล้วก็หัวเราะไปด้วย^^;) ยะกังถามต่อไปอีกว่า ถ้า Kyo บอกให้ Shinya โกนหัวเพราะว่าทำผิด และ Die ตอบว่า ผมคิดว่าหัวล้านก็น่าจะเหมาะกับ Shinya นะ ยะกังอยากจะรู้ว่า Dir en grey จะปฏิบัติตัวกับเหตุการณ์เช่นนี้อย่างไร ที่จะสะท้อนให้เห็นการจัดการกับพฤติกรรมของตัวเอง และ Die ตอบว่า ทุกคนจะปฏิบัติตัวด้วยตัวของตัวเอง Die เล่าเรื่องความผิดพลาดที่ Shinya ทำในระหว่างเทศกาลในยุโรป ถ้าผมเข้าใจถูก พวกเขาควรจะเปลี่ยนกีตาร์ให้พวกผมหลังจากจบเพลง แต่ Shinya ลืมที่จะรอพวกเรา เขาเล่นต่อไปกับเครื่องมือที่ผิดพลาด และออกมาอย่างผิดพลาด หลังจากไลฟ์จบเขาก็ขอโทษกับสิ่งทีเกิดขึ้น (ดูในนาทีที่ 18:40 ยะกังเลียนแบบ Shinya ซุมิมาเซง ผมขอโทษ xD) เห็นได้ชัดว่า Shinya ดื่มและเมามากเกินไปก่อนที่จะขึ้นไลฟ์ หลังจากนั้นเขาก็พูดเกี่ยวกับวิธีการลงโทษอื่นๆแทนการโกนผมที่จะทำให้อายเพิ่มขึ้น อย่างเช่นห้ามโกนขนรักแร้ ยะกังยกแขนขึ้นและร้องเพลงของ AKB48 เพื่อโชว์ให้เห็นว่าจะดูเป็นยังไง ^^; 


(โฆษณา)


เรื่องต่อมาพวกเขาพูดเกี่ยวกับ "ฉันมีความสุขที่ได้ซื้อสิ่งนั้น" Die บอกกับพวกเราถึงบางสิ่งที่เขาซื้อ และนั่นไม่ใช่ไอเดียที่ดีเท่าไร เขาซื้อเคสสำหรับ ipad ของเขา แต่ว่ามันคนละเวอร์ชั่น เคสไม่พอดี ยะกังเลยแทรกขึ้นมาว่า เขาสามารถจินตนาการได้เลยว่า Shinya ที่นั่งอยู่ตรงหน้าจอตอนนี้คงกำลังหัวเราะอยู่ Shinya มี ipad มินิ และ Die ได้ตัดสินใจซื้อ ipad เครื่องใหม่เพื่อให้มันพอดีกับเคสที่ซื้อมา ^^; ยะกังเลยบอกเกี่ยวกับนาฬิกามิคกี้เมาส์ที่เขาซื้อมาที่ฮาวาย และทางร้านก็อบปี้รายละเอียดบัตรเครดิตเขาไป Die บอกว่านั่นมันก็เกิดขึ้นกับ staff พวกเขาเหมือนกันที่ต่างประเทศ ในซุปเปอร์มาเก็ต และก็นั่นล่ะหัวข้อ "ฉันมีความสุขที่ได้ซื้อสิ่งนั้น" ^^; (แน่ใจนะว่ามีความสุขพี่ Die 55+)

ต่อมาคือ เหตุการณ์ในต่างประเทศที่ทำให้คุณเกือบบ้า Die นึกบางเรื่องไม่ออกจริงๆ แต่หลังจากนั้นเล่าว่าเพราะว่า staff ที่ไปมีไม่มาก มันก็เลยมีเรื่องลำบากบ่อยๆ การหาเวลาที่จะไปให้ถึงเวทีอะไรต่างๆ ที่นั่นมีสถานที่มากมาย พวกเขาต้องทำอะไรต่างๆด้วยตัวของพวกเขาเอง และเป็นการทำอะไรครั้งแรก Die บอกว่าแฟนๆต่างชาติมีความกระตือรือร้นมาก ยะกังถามว่าถ้าบางครั้งแฟนๆไม่เชื่อฟังล่ะ (เขาเปรียบเทียบกับพิธีฉลองอายุในญี่ปุ่น ที่มีข่าวบ่อยๆ อย่างปีที่แล้วเพราะว่าเด็กหนุ่มไปเมาก่อนที่จะเข้าพิธี และประพฤติตัวไม่เหมาะสม ตะโกนในระหว่างที่กล่าวสุนทรพจน์ บุกเวที ต่างๆ) แต่ Die บอกว่าแฟนๆไม่มีพฤติกรรมอะไรแบบนั้น

ยะกังพูดถึงทริปที่เขาไปประเทศยูเครน มันเป็นทริปที่แย่มาก ^^; มีผู้ชายอินเดียที่สวมผ้าโพกหัว (คือหวังว่าจะเล่าเรื่องพวกนี้ถูก...) และใบหน้าของเขาไม่สามารถจะมองเห็นได้ชัดเจนเท่าไร เมื่อมาถึงจุดตรวจ passport พนักงานพยายามที่จะผลักสิ่งที่อยู่บนหัวของเขาไปด้านหลังเพื่อให้เห็นใบหน้าที่ชัดขึ้น และเหมือนเขาจะมาจากนิกายไหนสักอย่าง เขาไม่ยอมให้สัมผัสตัวของเขา เขาพยายามจะปกป้องตัวของเขา มันเลยเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 3 คนเข้ามาขวางด้วยปืนกล และหนึ่งในนั้นพยายามที่จะเปิดหมวกของหนุ่มอินเดียคนนั้น เผื่อเขาอาจจะซ่อนบางอย่างหรือ...ระเบิด หรืออะไรที่เป็นอันตราย (ดูปฎิกิริยาตอบสนองของพี่ Die กับเรื่องนี้ที่ 30:50-31:40^^) หลังจากนั้นหนุ่มอินเดียคนนั้นก็ไปห้องน้ำเพื่อโพกศรีษะของเขาอีกครั้ง ยะกังติดตามเขาไปเหมือนกับนักสืบและเมื่อเขากลับมาเที่ยวบินของเขาถูกเลื่อนออกไป เพราะว่าหิมะที่ตกหนัก และเพราะอย่างงั้นวีซ่าของเขาหมดอายุแล้ว เขาต้องการที่จะออกไปในวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ที่อยู่ตรงโต๊ะช่วยเหลือเมินเฉยกับเขา ปิดหน้าต่าง และบอกว่า "ออกไป" เขาเคาะหน้าต่างนั้น และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพร้อมปืนกลก็ออกมาอีกครั้ง ^^; เขาบอกว่าจะไม่ไปที่นั่นอีกแน่ หลังจากนั้นยะกังก็เล่าเรื่องที่สนามบินในอเมริกา จะข้ามตรงนี้ไป ^^

(โฆษณา)


(to be continued)


(แปลแบบด่วน มึนๆ ผิดพลาดตรงไหนขอโทษด้วยนะ ^^; ต้องรีบออกไปทำธุระ)

Popular Posts

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. DIR EN GREY THAILAND FAN CLUB - All Rights Reserved
Template Modify by Creating Website
Proudly powered by Blogger